แอนดริว งานโฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

แอนดริวมอบเสื้อยีนส์ให้ประมูลหารายได้ช่วยเหลือช้าง งานนิทรรศการภาพถ่าย "คิดถึงปอ"

แอนดริว โฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

Sunday, 24 July 2011

ละครใครละครมัน/ My TV Drama

เรื่อง ปราณประมูล  จาก Volume ปักษ์แรกเดือนกันยายน 2549

แอนดริวโทร. มาให้ข้าพเจ้าเขียนบทละครทีวีที่เขากำลังจะเป็นผู้จัด...

สิ่งที่เขาอยากได้ก็คือ "ผมอยากได้ไดอะล๊อกแบบของพี่ครับ แบบละครที่ผมชอบสมัยที่ผมเด็กๆ ที่คำพูดมันจะคม มีความหมาย มีแง่คิดอย่างที่ละครสมัยนี้เขาไม่ค่อยทำกันแล้ว""คนเขานิยมละครที่ มันไดนามิก ตัดเร็วๆ เดินเรื่องเร็วๆ กัน แต่ผมอยากทำละครที่แต่ละฉากมันมีความลึกซึ้ง ถ้ามันมีแอ็คชั่น มีการแลกฝีมือกันของตัวละคร พี่เล่นฉากยาวได้เลยครับ""ผมก็หวังให้มันดี สนุก แล้วก็มี "อะไร" เพราะมันเป็นละครเรื่องแรกของผมนะครับพี่"

แอนดริวจะเป็นผู้จัดละคร!! บรรดาผู้คนในวงการโจษจันกันยกใหญ่หลาย คนไม่เข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร จึงอยากเป้นผู้จัด เพราะมันตรงกันข้าม กับ อาชีพนักแสดงที่รับผิดชอบตนเองเพี่ยงหน่วยเดียวให้ดีที่สุดพอ โดยเฉพาะพระเอก-นางเอกระดับนี้ทุกคนที่ได้รับแต่การเอาอกเอาใจทะนุถนอม สารพัด แต่อาชีพผู้จัดนั้นมันสาหัส ต้องรับผิดชอบรอบด้าน และต้องงอนง้อ ขอร้องคน ตั้งแต่ผู้ใหญ่ของช่องจนถึงทีมงานและสื่อทุกสาขา



หลายคน พูดถึงอายุที่ยังน้อย พูดถึงประสบการณ์ พูดถึงบุคลิกลักษณธ ที่แอนดริว ไม่ใช่คนประเภทเฮไหนฮานั่น ออกจะเป็นคนที่สงวนความเป็นส่วนตัวสูงด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้เขาจะมาทำงานผู้จัดไหวหรือ มันจะขัดกับตัวตนของเขาหรือเปล่า

ข้าพเจ้า นั่งเงียบกริบอยู่ในหมู่คนที่ซุบซิบเรื่องเหล่านี้ ข้ามหัวไปข้ามหัวมา หลบตาต่ำ ไม่กล้าปริปากบอกใคร..ว่าตูเอง..ที่ตกลงรับงานเขียนบทละครของเขามาแล้ว

เมื่อ พบกัน ข้าพเจ้าพบว่าแอนดริวสุภาพ ง่ายๆ หัวเราะเก่งแต่จริงจัง ไม่มีฟอร์ม ไม่มีกำแพง ไม่อ้อมค้อม บอกความต้องการของตัวเองชัดเจน สื่อสารตรงและรับฟัง ไม่'ติสต์ ไม่เซอร์

แอนดริวส่งพล๊อตเรื่อง รวมทั้งลำดับเรื่องอย่างละเอียดที่ภาษาละครเรียกว่า "ทรีตเมนต์" มาให้ข้าพเจ้าครบครันตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยสำนวนภาษาที่ดี รัดกุมซึ่งเขาบอกข้าพเจ้าตรงๆว่า กว่าจะมาถึงมือข้าพเจ้า งานนี้ได้ผ่านมือนักคิดนักเขียนมาจำนวนหนึ่งแล้วชื่อเรื่องคือ 'สะดุดรักนักต้มตุ๋น' ที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลก กุ๊กกิ๊ก ทั้งๆที่เนื้อหาออกจะเป็นโรแมนติก-ดราม่า เราพยายามช่วยคิดว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไร แต่ก็คิดไม่ออก เลยทิ้งไว้แค่สะดุดรัก...เฉยๆไปก่อน"ผ่านแล้วเหรอเนี่ย นี่ช่องอนุมัติแล้วเหรอ""ครับ ผ่านแล้วครับ""แน่ใจนะ ว่าผ่าน"ข้าพเจ้าถามไม่ต่ำกว่า 5 คำรบ คล้ายเป็นคนโรคจิต ย้ำคิดย้ำทำก็ พล็อตประมาณนี้ ที่พระเอกหรือนางเอกเป็นคนจากหลุมดำ เช่นเป็นโจร มือปืน นักต้มตุ๋น โสเภณี เมียน้อย ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ข้าพเจ้าเสนอไปทีไร โดนปฏิเสธมาทุกครั้ง ด้วยเหตุผลว่า...กลัวจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของเยาวชน แม้จะพยายามขายแล้วขายอีกว่าเรื่องของเราไม่ได้เชิดชู คนชนิดนี้ให้เป็นฮีโร่ แต่จะสอนว่าคนที่ทำไม่ดีจะต้องได้รับผลกรรม และตัวละครจะได้รับบทเรียน หรือ กลับใจในตอนจบ



ข้าพเจ้าเคยพยายาม แก้ไขพล็อตครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เห็นชัดเจนที่สุดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ชี้นำสังคมไปในทางชั่วแน่ๆ สาบาน ....ทั้งหว่านล้อม ทั้งหลอกล่อสารพัด แต่ไม่เคยได้รับการพิจารณาเลย

"ผ่านแล้วครับ พี่ลงมือได้เลยครับ จริงๆครับ"แอนดริวยืนยันย้ำซ้ำๆเรื่องนี้ไม่เขียนไม่ได้แล้ว....ท้าทายจริงโว้ย.....

ก่อน อื่นข้าพเจ้าแก้ทรีตเมนต์ไปหลายจุด แก้แล้วก้คุยกันอีกหลายรอบ อันไหนคิดต่าง ถ้าเหตุผลของอีกฝ่ายดีกว่า ทำให้อีกฝ่ายเชื่อได้ก็จะยึดตามนั้น ไม่มีการยินยอมเพราะคนนี้อาวุโส อีกคนต้องเกรงใจ หรือยอมเพราะอีกคนเป็นคนจ่ายเงิน

ข้าพเจ้าเป็นคน ไม่กลัวการแก้บท และไม่เคยรู้สึกเสียฟอร์มเมื่อถูกคอมเมนต์ ให้แก้ตรงไหน ข้าพเจ้าสอนลูกศิษย์วิชาเขียนบทอยู่ตลอดเวลาว่า กล้าเย็บต้องกล้าเลาะ กล้าเขียนต้องกล้าลบ กล้าพลาดต้องกล้าแก้ไข...คนเขียนบทก็เหมือนกับช่างตัดเสื้อ เราทำตามการออกแบบของดีไซเนอร์ ทำให้ได้ใกล้เคียงแบบที่สุดและใช้งานได้จริงที่สุด แล้วก็ต้องคำนึงถึงลูกค้าคนสวมใส่ เราจะต้องลองแล้วลองอีก แก้แล้วแก้อีกให้พอดี เขียนไปก็เรียนรู้ไป เป็นการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

แล้ว แอนดริวก็เป็นคนประณีตเหลือเกิน นอกจากนั้นก็ยังแม่นยำและยืนยัน เมื่อเห็นอะไรเริ่มไหลไปนอกเส้นทางที่เขาฝันไว้ เขาจะแย้งทันที แล้วแย้งถูกประเด็นด้วย

"พี่ครับ การขัดแย้งของพระเอกกับแม่ ผมอยากให้มันมีหลายๆแบบ อย่าให้มันทะเลาะซ้ำๆ ให้มันมีแบบอ้อนๆบ้าง งอนๆ ประชดๆบ้าง แบบก้าวร้าวบ้าง ได้ไหมครับ"

"พี่ครับ ผมว่ามันดูเหมือนแม่ไม่รักลูกเลย พี่ช่วยใส่ช่วงนี้ที่แสดงความในใจของแมีมันด้วยได้ไหมครับ"

" ผมว่าไดอะล็อก ตรงนี้มันเป็นเรื่องวงการศิลปะมากเกินไป พี่ช่วยให้มันพูดธรรมดาๆ แต่ว่าความหมายเหมือนเดิม ได้ไหมครับ เดี๋ยวคนดูที่ไม่รู้เรื่องศิลปะเขาจะไม่สนุก"

"พี่ช่วยปูความก้าว ร้าวของพระเอกตั้งแต่ตอนแรกเลยได้ไหมพี่ ผมอยากเน้นว่าไอ้กฤษฎ์ เวลามันโมโห มันจะใช้ความรุนแรงแบบที่มันควบคุมไม่ได้อ่ะครับ""ตอนจบ ผมอยากให้พ่อนางเอกเป็นคนคลี่คลายทุกอย่าง ได้ไหมครับพี่"ฯลฯข้าพเจ้า เคยบอกแอนดริว ว่าข้าพเจ้าแปลกใจ ทึ่ง สงสัย ว่าเขามีผู้ใหญ่ที่ไหน 'ไกด์' ให้มาคอมเมนต์หรือ แต่จากการซักค้าน โต้แย้ง ต่อรองกันไปมา ข้าพเจ้าพบว่าเด็กที่เป็นร่างทรงของผู้รู้ใดๆ ไม่มีทางตอบและถาม แล้วช่วยกันหาทางออกได้สดๆอย่างที่แอนดริวทำ ข้าพเจ้าพบว่าเขาคิดได้อย่างคนที่อ่านดูและฟังมามาก แล้วก็เหมือนกับคนที่ผ่านโลกมาอย่างเข้าอกเข้าใจเสียด้วย

เมื่อ ละครออกอากาศตอนแรก ข้าพเจ้านั่งดู อย่างนิ่งงัน ปลื้ม...พอดูจบก็ส่งเมสเสจไปว่า IT'S SO COOOOOL!!! แอนดริวโทรกลับมาทันทีจากห้องตัดต่อที่เขากำลังนั่งตัดต่อหามรุ่งหามค่ำอยู่ ให้ข้าพเจ้าคอมเมนต์เขาบ้าง เอาตรงๆ จริงๆ เลยนะ

ข้าพเจ้าก็บอก ความในใจไปว่า.... ข้าพเจ้าดีใจมากที่แอนดริวทำทุกอย่างตามบท การทิ้งจังหวะ ลีลา การเน้นภาพ เขียนไปอย่างไรได้มาอย่างนั้น เป็นการให้เกียรติ คนเขียนบทมาก เพราะข้าพเจ้าเคยเจอแต่คนกำกับหรือคนตัดต่อที่เน้นความเร็ว ความฉับไว โดยไม่นึกถึงแนวละครเลย

จังหวะของละครดราม่า ละครคอมเมดี้ ละครแอ็คชั่น อารมณ์ภาพมันต่างกันมากนัก แต่คนสมัยนี้กลับไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าที่เราทิ้งตรงนี้เพื่อจะตามไปเก็บในฉากต่อไปอย่างไร เราสั่งภาพนี้ไปเพราะต้องการปฏิกริยาแบบไหน เอะอะก็รีบๆๆหั่นๆๆ ทำภาพทุกภาพให้มันหวือหวาไปหมด แล้วไม่เคยเข้าใจว่า ฉากนี้มันมีความหมายอะไร ข้าพเจ้าขอบคุณที่เขาทำละครแบบที่ข้าพเจ้ารอคอยคนทำละครหวังเรตติ้งกระฉูด เขาไม่ทำละครแบบนี้กันหรอก คนทำละครเอากำไร เขาก็ไม่ทำเหมือนกัน

ลืมเล่าเรื่องชื่อ 'มานาโปรดักชั่น' ของแอนดริวเขาและเพื่อนช่วยกันอธิบายให้คนพุทธอย่างข้าพเจ้าฟังว่า....

มา นา...คือผลไม้สวรรค์ที่พระเจ้าประทานลงมาให้มนุษย์เก็บกินเป็นอาหาร มันจะหล่นลงมาจากฟ้าทุกวัน ให้กินกันพออิ่มทุกคน แต่เมื่อมนุษย์มีความโลภ อิ่มแล้วยังไม่พอ แอบมีการสะสม (หรือพยายามปลูกเพิ่มจำนวน) มันก็ไม่หล่นมาอีกเลย

My TV Drama
by Pran-pra-moon


Andrew called to talk about having me writing for his new TV drama that he is going to produce...
"I'd like to have the dialogues that are in your styles...The styles that I love since I was young.  Meaningful, deep, sharp, nobody is writing this style anymore"
"Today's audience likes fluid and fast-paced story.  But I'd like to make dramas (lakorns in Thai)  that each scene has depth and hidden meanings and thoughts.  If it's an action scene, I'd like it to show raw actions of the actors.  Sister, you can drag it if you want".
"I hope it would turn out good, fun and have something to give back to the audience.  This is my first.", he said.
Andrew is going to be a producer!!  It's the talk of the town.
Most do not understand why he even wanted to be a producer because it's the polar opposite of being an actor.  An actor is responsible for only the scripts that he/she was assigned to.  Unlike producers, the lead actors (or actresses) are very well pampered.  

A producer has to be responsible for ALL aspects of the production.  He/she must beg, ask,.. from the top/big boss all the way to the media.
Many said he was too young and lack of experience.   As far as personality is concerned, he is not a good match, not sociable, never partied and is very private person.  How is this person going to be a producer? It doesn't seem to fit his profile.

I listened through this whole thing without saying a word.  I did not dare to tell anyone that I am the one who agreed to write the scripts for him.
When we met, I found a polite, easy-going, easily amused Andrew.  But he's serious, has no form, no wall, direct and relay his desire clearly.  He is able to communicate and listen.  He's neither too tis (artistic) nor sur (surreal).

Andrew sent me the general idea of the story in great details (technically called "Treatment") to me from the beginning to the end.  His writing is very good.  He told me frankly that it was already gone through a few writers prior.
The name of the lakorn is "Sadutruk Nak Tom Toon"(Nak Tom Toon means con man).  It sounds a like a comedy, but it's really a drama.  We tried to come up with another name, but we couldn't, so it was left as "Sadutruk".
"Was this approved by the network?", I asked.
"Yes, it was", he said.
"Are you sure that it was approved?", I asked the same question about 5 times as if I have a memory issue like dementia.

That is because normally this kind of drama with leading actor/actress being a crook, a prostitute, a second wife, a con man, and so on, is often rejected by the network.  The reason is "It might not be a good role model for young people".  No matter how hard you try to make sure that the lead guy is not a hero.  It's actually a story that teaches people.  Whoever does good deed will end up happy.  Whoever is bad will turn around at the end.
I tried many times to change the story lines, but it was never approved by the network.
"It was approved for real"  Andrew repeated.
Alright, I cannot not take this job.  It's challenging.

Firstly, I had to change a few things in the "Treatment".  I modified and talked to him, iteratively.  If we happened to disagree, we would debate until the other was fully convinced that it was going to be better with or without the modification(s).  Who is more senior or who is paying didn't affect those decisions.
I am never afraid of making changes to the scripts.  I don't think it's an insult to ask to make changes.  I believe it's our job to write and change what we write depending on the story line, as a tailor who would adjust the fits.  It's a learning process.

Andrew is so detailed-oriented as well as determined.  If he found that any scenes were not in the direction he desired, he would immediately bring it up.   He was often right.
"Sister, regarding the arguments between the lead actor and his mother, each time I'd like it to have a variety of feelings: sarcasm, aggressive, crying, ... throughout the story "
"Sister, this sounds like mom didn't love the son at all, could you make the mom show her feeling more?"
"I think this dialogue is way too deep into the subject matter.  Some might not know art enough to get it.  Could you use non-technical terms but retain the same meaning?"
"Could you lay down the groundwork from the beginning why the lead actor is sometimes uncontrollably aggressive?"
"In the end, I'd like the lead actress to resolve everything".
etc.etc.

I used to tell Andrew that I was very surprised and impressed why and how Andrew came up with these comments.  "Did anyone guide you?"  But after many times of exchanging thoughts and conversations, I could tell that he's a natural.  He knows like a person who reads and watches a lot and very experienced.
When the drama first aired, I was stunned, overwhelmed.  After it was finished, I sent him a message "IT "S SO COOOOLLL..!!!"  He called back very soon after while he was in the editing room day and night.  He asked me to comment his work straightforwardly.

I told him from the bottom of my heart how happy I was to see Andrew did everything precisedly in the script, including the pace of the lakorn, how long the camera focused on certain people or things.   It was exactly what I wrote.  It was such an honor to be the writer.
I had experienced directors or editing jobs who only care about speed.
The pace of dramas and action are very different.  People these days don't understand.  They don't know how to tie one scene to the other.  I thanked him for making the lakorn I had been waiting for.
Whoever wanted to make lakorn with high rating or for profit will not make such lakorn.
Oh I almost forgot to mention about Mana Production, Andrew's company's name.
He and his friends helped me with the explanation.  Mana is the fruit that god send to human to eat.  It will fall from the sky every day.  But as soon as, human starts to get greedy, collecting the fruit (for future use), or try to grow it themselves to increase the quantities, Mana will never fall again.