แอนดริว งานโฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

แอนดริวมอบเสื้อยีนส์ให้ประมูลหารายได้ช่วยเหลือช้าง งานนิทรรศการภาพถ่าย "คิดถึงปอ"

แอนดริว โฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

Sunday, 24 July 2011

Game Loon Ruk - A Small Scale Drama

เรื่อง ปราณประมูล จากหนังสือ Volumn
 by Pran-pra-moon From Volumn Magazine


 
Game Loon Ruk - A Small Scale Drama (1)
จากหนังสือ Volumn  ปักษ์แรก เดือนมีนาคม  2552  เล่ม 094   


ยุงบินชุมหวู่หวี่ ต้นไม้เขียวครึ้ม ซอยเกือบเปลี่่ยว อยู่ไม่ไกลถนนใหญ่แต่เงียบได้ใจ หน้าบ้านและข้างตัวบ้านคือบ่อปลาคาร์พ มีระบบน้ำหมุนเวียน กลางบริเวณบ้านคือบ้านไม้ที่ได้รับการตัดแปลงให้กลายเป็นสำนักงาน

จุดยากันยุงก็ไม่ได้ เพราะเจ้าของบ้านเขากลัวจะมีใครเผลอไผลปล่อยธูปทิ้งไว้ แล้วจะทำให้บ้านไฟไหม้

 ครั้นจะฉีดยากันยุงแบบกระป๋อง ที่เรามักจะเรียกกันติดปากว่าดีดีที เจ้าของบ้านก็ไม่ให้อีก เพราะเกรงว่าจะมีละอองตกค้าง ส่งผลเป็นพิษต่อปลาสีงามที่ฟูมฟันมา จากตัวเล็กๆ จนโตเกืือบเท่าปลาสวาย

 แล้วข้าพเจ้ามาทำอะไรที่อยู่สำนักงานยุงชุมยามเข้าไต้้เข้าไฟเช่นนี้เล่า

 ข้าพเจ้ามาประชุมกองถ่ายละครเรื่องใหม่ มันเป็นละครเล็กๆ ของบริษัทเล็กๆ ที่ทุกอย่างเป็นเรื่องด่วนไปหมด

 เดิมบทละครเรื่องนี้ถูกกำหนดให้เป็นละครแนวเซ็กซี่เล็กน้อย เพราะเจ้าของโปรเจกต์ตั้งใจจะให้เป็นละครซิทคอมช่วงกลางคืน หวังว่าจะได้เวลาหลังละครยาวประจำวัน ซึ่งหมายถึงเวลาปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มโน่น และมีความยาวราว  45   นาที เป็นละคร  4  เบรคโฆษณา พล็อตก็เป็นเรื่องการปะทะกันของผู้หญิงกับผู้ชาย ตัวละครพระเอกจะเป็นพระเอกละคร  ...( อย่า-งงดิ) รูปหล่อ ไม้เลื่้อย หลงตัว ทะนงในความเป็นเพศชาย ส่วนตัวละครนางเอกจะเป็นผู้ประกาศข่าวสาว พิธีกร และนักเขียนหญิงเก่ง ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อเพศหญิง ปากร้าย ชอบด่าผู้ชาย

แล้วทั้งสองต้องมาจัดรายการทีวีด้วยกัน ในละครเป็นรายการเกมกึ่งทอล์กโชว์ เนื้อหาเน้นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของผู้ชายผู้หญิง แล้วก็จะมีแขกรับเชิญของรายการเป็นดารา คนดัง ที่มีปัญหาครอบครัว ปัญหาความรัก รวมทั้้งเรื่องบนเตียง มาถกเถียงหาทางออกกันในรายการ โดยที่ทั้งสองพิธีกรนั้นมีปมส่วนตัวที่เป็นความขัดแย้ง เพราะว่าในใจนั้นแอบปิ๊งๆๆ กัน แต่ต้องแสดงออกว่าไม่ถูกกัน เพราะต่างก็ต้องการจะเอาชนะ เรื่องเต็มไปด้วยฉากรักๆ หวิวๆ เฉียดๆ จะได้แต่ไม่ได้ อะไรแบบนี้ ซึี่งเรตก็คงไม่พ้น ฉ ฉิ่งตีดังๆ

เราคุยกันว่าเราจะเรียกละครเรื่องนี้ว่าเป็นซีรีส์ ไม่เรียกว่าซิทคอม เพราะเราไม่เน้นความเป็นคอมเมดี้ และเราไม่ถ่ายในฉาก แต่จะถ่ายตามสถานที่ต่างๆ เหมือนละครธรรมดา แล้วเราก็จะเชิญสาวๆ เซ็กซี่ กับหนุ่มๆ เร้าใจมาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งถ้าบางคนเด็ดๆ เค้าก็จะมีบทบาทต่อเนื่องไป ไม่ใช่แบบดารารับเชิญมาตอนเดียวก็หมดตัวไปแบบละครจบในตอน


เราวาดโปรเจกต์ละครเรื่องนี้มา 2 ปีเห็นจะได้ บทเขียนไป 5  ตอน ส่งให้สถานีพิจารณาแล้ว แต่ทางสถานีก็ยังนิ่งอยู่
ก็รู้และเข้าใจว่าเวลาดีๆ ของช่องนี้หายากยิ่งกว่าเพชรยิ่งกว่ากว่าทองคำ เราก็ยังเก็บเปเปอร์ทั้งหมดไว้ แล้วก็รอคอย

แล้วคำตอบก็มาเมื่อย่างเข้าปีที่ 3 ที่ทางสถานีบอกมาว่าได้เวลาแล้วนะ แต่ไม่ได้กลางคืน เป็นบ่ายวันหยุด ซึ่งเป็นเวลาครอบครัว

 เอ่อ พี่ครับ...พี่คงต้องแก้บทเรต ฉ.ฉิ่ง ให้เป็นเรต ท.ทหารอดทนแล้วนะฮะ มันจะต้องเป็นละครสำหรับผู้ชมทั่วไปฮะ อะไรเอกซ์ๆ และไดอะล็อกสัปดนวันละนิดจิตแจ่มใสของเรา...พี่ต้องเปลี่ยนนะครับ"

บอสบอก

 "เอ่อ แล้วเวลาที่ได้มา...มันคือละครครึ่งชั่วโมง เนื้อละครคือ 24 นาที มี 3 เบรกเท่านั้นนะครับพี่"

อี๊...หิหิหิหิหิ...แปลว่าเค้าต้องแก้บทละครที่หวิวหวามสำหรับคนดุวัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ และวัยทำงาน ที่คุณผู้ชายซดเบียร์ไปดูไป คุณผู้หญิงนุ่งผ้าเช็ดตัว ทาครีมอะโรม่าเธอละปี้ปลุกอารมณ์ไป ก่อนขึ้นเตียง เมื่อลูกๆหลับหมดแล้ว...ให้กลายเป็นละครครอบครัว เด็ก 8 ขวบดูได้ เด็ก 12 ปีดูดี มีพ่อแม่มารุมกัน นั่งกินตำแตงแกล้มพิซซ่าไป ลูกก็กินไอติม กินนมเย็นชมพูไป พลางชมละครไปหรือนี่ แล้วเท่านั้นยังไม่พอ เนื้อละครที่เขียนไว้ 24 หน้า ต้องเหลือ 10 หน้า โดยเนื้อหาสาระยังคงเดิมด้วย!!

ได้ค่ะ บอส...จัดไป...ไม่มีมิชชั่นไหนจะอิมพอสสิเบิลสำหรับเค้าหรอก

 พี่ครับ แล้วมันมีกฏว่าละครของเราต้องทำให้เรตติ้ังมันดีขึ้นมาจากละครเรื่องเดิมที่เคยฉายอยู่ก่อน ภายใน 3 เดือน ถ้าใน 3 เดือน...เรตติ้งไม่ดีขึ้น...ละครของเราก็จะ...ต้อง...เอ่อ...”

บอสคะ...ไม่ต้องพูดต่อก็ได้ค่ะ พี่เข้าใจดี หุๆๆๆ ภายใน 3 เดือน ถ้าเรตติ้งไม่ขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา พี่เคยแล้วค่ะบอส พี่อยู่มานาน นานจนรู้ขั้นตอนของทุกสถานี ทุกช่อง พี่ไม่โกรธ พี่ไม่น้อยใจ พี่ไม่เสียใจที่จะโดนอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ เพราะพี่ชิน...เอิ๊กๆ

ละครของเราจะอยู่ต่อจากมวยไทย ที่การจบไม่แน่นอน บางทีเค้าก็น๊อกกันเร็วบละครก็เริ่มเร็ว คนเปิดมาตามเวลาที่ระบุไไว้ว่าบ่ายโมงสี่สิบห้าก็จะเอ๋อ...เพราะละครเราจะเริ่มไปเยอะแล้ว แต่บางทีมวยจบข้า มียืดเยื้อ คนจะดูละครเปิดมาทีไร ไม่มีละครซะที มันคลาดเคลื่ีอนไปแล้ว เลยขี้เกียจติดตาม ส่วนอีกช่องที่เป็นคุู่แข่ง คือรายการคดีเด็ดที่ขำสุดๆ ช่องถัดมาเป็นรายการวาไรต้ี้ตลก แล้วอีกช่องที่คาบเกี่ยวเลาทับซ้อนกันเล็กๆ ก็เป็นซิทคอม ที่มีพอลล่ากะซันนี่แสดงนำ...พระเจ้า!!

แล้วละครของเราล่ะ นางเอกคือใคร...โอ้ น้องเค้าเป็นหนึ่งในนางเอกหนังไทยและละครไทยไม่กี่คนที่ข้าพเจ้ารัก นั่นคือน้องนุ่นศิรพันธ์

ส่วนคนที่จะมาแสดงเป็นพระเอก ไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะบอส...เอ่อนายจ้างข้าพเจ้า เจ้าของละครเรื่องนี้จะเล่นเอง ทำเอง ขายเอง เล่นเอง แต่คงไม่มีใครว่า

เพราะนายจ้างข้าพเจ้าชื่อแอนดริว

Buzz.....Mosquitos were flying.  It was in the evening.  Surrounded by lush greens, we were in a quiet alley, not too far from the main artery, but very serene.
Along the front and the side of the house are carp ponds with proper ventilation systems.  In the middle is the house itself re-purposed to be an office.
We could not use mosquito repellant sticks because the owner was afraid that if we left it unattended by accident it could cause a fire.
We could not use the spray either because the owner was afraid that the lingering mist could affect the fishes.
"What am I doing here in this mosquito land at this time of the day?"
I was here to meet the rest of the production team for a small-scale TV drama (lakorn, in thai) by a teensy weensy production company.  Everything happened to be fast-paced all the time for some reason.
Originally, the lakorn intended to be a bit sexier with higher adult content.  The owner of the project wanted it to be a nighttime situation comedy, aired around 11PM.  It was going to be approximately 45-minutes long, with 4 commercial breaks. 
The story would be about the conflict between a guy, an arrogant/handsome actor who womanizes, and a gal, an MC, a talented writer and very feministic.
The two would happen to co-host a semi gameshow/talkshow program focusing on love/lust/sex between men and women.  There would be guests for each episode that are famous, but with family (perhaps sexual) issues.  The program would show case the arguments among the guests.
While both of them are in conflict, they would also fall for each other (secretly).  The lakorn would fill with cute love scenes between the two.  The rating would definitely be for "Adults".
We wanted this lakorn to be a series, not a situation comeny because we didn't want to focus on the 'comedy' part.  We would not use sets.  We would use real locations like the other lakorns.  We would also invite sexy women and men to be the guests in the story.  If we happened to find good ones, we would write them into later epiodes.
We drew up this project two years ago.  There were scripts written for 5 episodes. We sent them to the network, but the network kept silence.  I understand that the timeslot is hard to find, but we still kept the papers and waited patiently.
By the third year, the network finally responded to us.  "Got the time slot, but not at night. It's going to be on a weekend afternoon."
"Sister, you might need to modify the scripts to downgrade the rate from 'Adults' to 'Family/General audience' .  The dialogues related to bed will need to be modified." Boss said.
"Also, the time slot is 1/2 hr, 24 minutes + 3 commercial breaks"
Urgh...that means the sexy lakorn planned for fully grown adults and working men and women....imagine the husband drinks a beer, the wife is wrapped in a towel and just came out from the shower, putting lotion and perfume on before getting to bed after the kids already asleep...
That will become a family lakorn that 8 - 12 years old can enjoy watching while having ice-cream, pizza and a cup of milk with their parents.  Not only that, the 24-page script will be diluted to 10 page but with the same core content!
OK! I can. No mission is impossible for me.
"Sister, the rule is that if the rating is not better than the existing lakorn (that was aired at the same time) within 3 months, our lakorn would have to be..."
Boss, you don't have to say it.  I understand.  If the rating is not better than the other one, what would happen to us.  I'm used to this.  I've been here long enough to know what the process is.  I'm not mad, angry or sad if it happens to me or us again.
Our lakorn will be right after the boxing show, which may or may not end at the time it's supposed to.  Therefore, the lakorn will begin at slightly different time every week. 
Whoever wants to watch our lakorn might have to switch to other channels before switching back to our channel.  Or, they may not switch back to our channel.   On the other hand, they may tune in while the lakorn has already started.
Morever, the other channel has a sitcom with Paula and Sunny as leading actor and actress.  Oh God! What are we up against?
For our lakorn.  who is going to be the leading actress? Oh, it is going to be my lovely Noon-Siripan. 
And... our leading actor is going to be..., no need to look further, it's our boss, the biggest stakeholder of the project.
He produces, sells and acts himself.  Nobody dares saying anything because my boss is Andrew.

เกมลุ้นรัก - ละครเล็กๆ (2)/ Game Loon Ruk - Small Scale Drama (2)


บอสแอนดริว เกร๊กสัน ใช้เวลาระหว่างสัปดาห์วิ่งหาสปอนเซอร์ภายในเวลาอันน้อยนิดน่าใจหายขณะที่สตางค์ที่นำมาใช้ทำให้งานเดินไปคือเงินเก็บของบอสเอง หึหึ คงรวยมากสินะได้ข่าวว่าเล่นละครมาตั้งแต่เด็ก นี่นา เจ้าชายวงการ เทพสุดๆ คนแถวบ้านเขาบอกมาว่าเรื่องมากเรื่องมาย บัดเดี๋ยวนี้เทพบุตรต้องจุติลงมาวิ่งขายเวลาด้วยตัวเอง ต้องประนีประนอมต้องน่ารัก พูดจาดีเด่น สัญญาต้องเป็นสัญญา ทำให้ลูกค้าเชื่อว่าละครเรื่องนี้แสนดีแสนสนุกจะมีอนาคตดีทางเรตติ้ง โอ๊ย...ดูสิ ดาราแต่ละคนที่มาเล่นล้วนแหล่มๆ(โดยเฉพาะตัวผมเอง)แล้วดูคนเขียนบทสิ...จุ๊ๆๆๆ ระดับไหนรู้ไหม (ไม่รู้)



แล้วก็มานั่งรวมหัวกันว่าขนมกรุบกริบ ยาดม ยาลม ยาหม่อง และอื่นๆ นอกจากสปอตที่จะยิงตอนพัเบรกแล้ว ในตัวเนื้อละครจะไทอิน แปลว่าผู้กเข้าไปในเนื้อหา (อย่างแยบยล)ได้อย่างไรกันบ้าง ไม่ให้ออกนอกเรื่องและออกนอกหน้า แปะป้ายสินค้าเข้าไปในฉากได้ที่ไหนบ้างเนียนๆ

คนดูนั่งดูสบายๆ เห็นละครเรื่องไหนมีโฆษณาเยอะๆ ทั้งสกู๊ป ทั้งไทอิน ทั้งสปอต ทั้งปะหน้าปะหลัง ช่วงนี้สนับสนุนโดย...มันก็ทำให้หงุดหงิด รำคาญใจ ได้โปรดเข้าใจเถิดหนาว่าสิ่งนั้นมันหมายถึงทุนที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการทำ งาน

บริษัทใหญ่ๆทำหลายรายการ หลายละคร ไปหาสปอนเซอร์ทีสามารถลดแลกแจกแถม เป็นราคาที่เหมารวมที่เอาแพ็กเกจไปนำเสนอ ซื้อโฆษณา ละครนี้ช่องนั้น จะแถมป้ายให้ในรายการนั้นช่องโน้น พ่วงสนับสนุนจุนเจือกันไป แต่บริษัทนี้มีละครกับเขาเล็กๆ เรื่องเดียว อยู่ช่องเดียวมีเวลามาขายของกระจิริด กระจ้อยร่อย ขอร้องละคร้าบ...อย่าต่อกันนักเลย

ลูกค้าจะซื้อโฆษณาละครไหน โปรแกรมใด ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เขาก็คิดแล้วคิดอีกไตร่ตรองอย่างจงหนักว่าในโปรแกรมประเภทเดียวนี้ ในช่วงเวลาต่างๆ ในช่องต่างๆ เรื่องไหนจะมีดาราตัวขายที่แรงกว่า ละครดังกว่า คนติดตามดูมากกว่า เรตติ้งดีกว่า น่าสนับสนุนกว่าเขาถึงจะยอมลงทุนด้วย




บริษัทใหญ่มีกล้องของตัวเอง มีโรงถ่าย มีห้องตัดต่อ จะใช้อุปกรณ์ข้ามวันข้ามคืนอย่างไรก็อัฐยายซื้อขนมยาย หรือไปใช้ถ่ายนอก ก็มีละครให้ถ่ายทีละหลายๆเรื่อง ได้ลด ได้แลกได้แจก ได้แถมอีกแล้ว และมีทีมงานรับเงินเดือนตายตัว พนักงานจะทำงานกี่งานก็จ่ายเป็นเงินเดือนเท่าเดิม แต่นี่...ตัวคนเดียวมาโด่เด่ ทุกอย่างจ้างมาเป็นค่าใช้จ่าย คิดเป็นคิวคิดเป็นวัน คิดเป็นตอน แล้วไอ้ละครเนื้อ 20 กว่านาทีนี้ เราเรียกว่าละครครึ่งชั่วโมงสมมติว่าถ้าราคาค่าตัวเขาปกติ ชั่วโมงละสองหมื่น พอมารับงานเรา เราจะต่อลงครึ่งหนึ่งเป็น 50% เป๊ะๆ คือหมื่นถ้วนก็แล้วกัน อาจโดนย้อนถามกลับมาด้วยวาจาเรียบง่ายว่า"เห็นฉันเป็นปลาช่อง หรือถั่วฝักยาว"อันหมายถึงสินค้ากลางตลาดไม่ใช่ค่าตัวผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นนักแสดง ศิลปิน ดาราด้วยกันเรื่องต่อราคาค่าแรงงานด้านศิลปะนั้นแทบจะเป็นเรื่องฆ่าได้-หยามไม่ได้กันทีเดียว


มองหน้าบอสกันแล้วถามว่า ทำไมถึงรับทำงานที่แสนยาก แล้วทางธุรกิจก็ดูเหมือนว่าแทบจะทำกำไรได้ยากเย็น ปฎิเสธไปเสียไม่ได้หรือ

"ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ทำ เวลาที่จะได้มานั้นก็แสนยาก แล้วเมื่อได้มาแล้ว...จะไม่เอาได้อย่างไรเล่าครับ"

"มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะยอมทำงานแบบนี้ ขณะที่สภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ แล้วขณะที่ตัวเองเป็นแบบนี้นี่บอสเป็นคนบ้าหรือเปล่า" บางคนถามเหมือนจะหาเรื่อง

"อือ ผมเป็นคนบ้า" บอสตอบทำให้ผู้ถามนิ่งไปนิด ก่อนจะหัวเราะออกมา

"นั่นสิ เราก็คงจะเป็นคนบ้าเหมือนกัน ถึงได้ยอมรับมาทำงานนี้" แล้วพวกคนบ้าก็หัวเราะออกมาด้วยกัน

"หัวเราะกันดีนัก ระวัง ประเดี๋ยวก็จะต้องร้องไห้" มีใครบางคนให้สติอือ...ไม่กลัวว่ะ พวกคนบ้ามันชินแล้ว กับอาการเดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะนี่ ไม่เชื่อไปดูในหนังไทย-ละครไทยสิ พวกตัวละครบทคนบ้ามันจะชอบทำอย่างนี้กันมาก


เนื่องด้วยละครของเรามีเนื้อหาเกี่ยวกับรายการทีวี เราก็เลยนินทารายการอื่นๆ สู่กันและกันฟัง มีรายการมากมายนิยมที่จะแกล้งดาราซื้อมาเป็นแขกรับเชิญ รวมทั้งตลกประจำรายการเอง ให้ต้องวิ่งหนีสิ่งที่กลัวสุดชีวิต จนถึงขั้นเสียอาการ ร้องกรี๊ดๆ วิ่งกระโจนหนี หรือถึงกับร้องไห้ออกมาน้ำตานอง

"บอส...ดาราเค้าต้องกลัวอไรมากๆนะ บอสก็เป็นดารา บอสกลัวอะไรมั่ง"

"ผมไม่กลัวอะไร" บอสตอบ...แหมๆๆ มันจะแมนเกินไปแล้ว...

"ไม่กลัวเงาะ ไม่กลัวแป้ง ไม่กลัวแครอต ไม่กลัวสตรอเบอร์รี่ ไม่กลัวสับปะรด ไม่กลัวสำรีเลยเหรอ" บอสส่ายหน้า

"แล้วปลิงละ งู ตุ๊กแก จิ้งจก หนู แมลงสาบ" บอสตอบมาว่าไม่กลัวๆๆ ทั้งสิ้น

อะไรวะ...เป็นดาราอะไร ทำไมถึงไม่กลัวอะไรเลย เป็นดาราต้องกลัวมากๆ อย่างรุนแรงสิ แบบนี้มันแหกคอกนอกกรอบชัดๆบอสหายไป 3 วัน แล้ววันหนึ่งก็โทร. มา น้ำเสียงกระตือรือร้นสุดๆ

"ผมนึกได้แล้ว ผมกลัวอะไร"น่าน...มันต้องอย่างนั้น เป็นดารามันต้องกลัวอะไรจนได้แหละ

"บอสกลัวอะไร"  ข้าพเจ้าดี๊ด๊า เดี๋ยวจะแกล้งให้น่าดูชม บอสก็บอสเหอะ

"ผมกลัว...เลิฟซีน" บอสตอบ

เอ่อ...บอสคะ!!!
Boss, Andrew Gregson, spent the (very little) time during the week looking for sponsors.
He put his own savings in this.  He must be rich!  I heard he's been in entertainment business since he was a teenager.  The prince of the business, picky, choosy; some said that he was difficult to work with.  Now, the prince had to come down from the throne to sell, compromise, trying to convince prospective sponsors that the rating will be sky high because the lakorn is so fun.  Look at all actors/actresses.  They are attractive especially myself!  Look the writer is the best of the best!
After a powwow, we decided to place the products like junk foods, aromatic vapors and the others in the set, in addition to the commercial breaks.  We would have to come with a story line that would tie the products in smoothly.
The audience may be annoyed, but please understand, ads are our source of capital and the expenses we need.
Big production companies would shoot different programs and lakorns via channels simultaneously.  When looking for sponsors, they would be able to create a package that would be pretty enticing to prospective sponsors.  For us, we have only one lakorn/one channel/a few short little commercial breaks.  I'm begging you, don't negotiate anymore.  Just buy it.
Who is going to be our sponsors in this tough economic time?
Big production companies also have their own cameras, studios, editing rooms, all the equipments, and their own team.
Here, it's one man show.  Everything is expense, paid in hourly/daily rates.  For a 20-minute lakorn, let's make it 30-minute, normally let's say it's 20 grants an hour.  When we start hiring, we'd say, it's going to be 50% off because it's only 1/2 hr.  He/she might say I'm not a tilapia or a string bean that you could negotiate for a half price.  I'm selling my talent.  It is not negotiable.
We looked at boss, "why are you taking on such a difficult job?  It's not even making sense financially.  Could we not do it this time?"
Boss said "if we don't do it now, when will we get a chance to do it? The timeslot is not easy to obtain.  Once we got it, how could we refuse?"
"Only a maniac would accept this job, in this economy.  Are you nuts?", someone asked (as if he was looking for a fight)
"Yes, I am", boss said
That someone didn't know what to say, and then laughed.  "Yes, I'm crazy too. That's why I accepted this job"
Everyone laughed.
"You are laughing now.  You will be crying one day", someone argued.
Everyone laughed. That is right, one minute laughing, alternating with crying, does fit the profile of a crazy person.  Perfect!
Alright, we are going forward.  Do not be afraid!
Since our lakorn is going to have contents about a TV program, we would have an opportunity to badmouth other actual programs.  We started brainstorming .  There are many TV programs out there that tease guest stars by surprising them with something(s) that the guests are most scared of.  As a result, watching the stars that cannot control or contain themselves can be hilarious.
"Boss..you are a star, what are you afraid of most?"
"I am not afraid of anything"
Boss is acting too masculine.
"Aren't you afraid of rambootans, baby powder, carrots, strawberries, pineapples, or cotton balls?"
Boss shook his head.
"How about slugs, snakes, geckos, rats, or cockroaches?"
Boss said no to all.   What kind of movie star is he? Why isn't he afraid of anything?  He ought to be subconsciously afraid of something.  He is a black sheep.
We didn't talk to boss for three days.  Subsequently he called.  "(With enthusiasm), I came up with what I'm afraid of most"
That's my boss.  A movie star, of course, must be afraid of something.
"What are you afraid of?"  I was so happy to hear that finally I would be able to constantly tease him with whatever it is now.
"I am afraid of love scenes", boss said.
Urgh.. Boss...

เกมลุ้นรัก - ละครเล็กๆ (3)/ Game Loon Ruk - Small Scale Drama (3)



 


ภัทร ภาสกร พระเอกหนัง-ละครยอดนิยม
                ละครโทรทัศน์ที่กำลังออกอากาศก็ฮิตฮอตโดนใจหญิงทั่วบ้านทั่วเมือง รู้สึกว่าเป็นละครแวมไพร์ ออกแนวละม้ายทไวไลท์ไม่น้อยก็มาก ตัวตนของเขาน้น...เป็นหนุ่มชิลล์ๆ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามสบาย คือมีหญิงที่ไหนเข้ามา...ได้หมด คือไม่ได้เจ้าชู้นะคะ แต่ไม่ชอบเห็นสาวๆ ผิดหวัง ถึงไม่ใช่คนที่แนวจัด แต่ก็มั่นใจแบบไม่กลัวใคร ไร้กำแพงและอาวุธ แค่ตัวเพียวๆ เดินมาคนเดียวก็กินขาด... ขนาดนั้นเลย
                รวันดา ปิยสุทธิ์ ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักเขียนคอมลัมน์หญิง เป็นไอคอนของหญิงยุคใหม่ สมองไว ปากกล้า ไม่ง้อผู้ชาย แถมท้าทาย ทำตัวแข่งขัน กดดัน เผลอๆ มีข่มขวัญเขย่าความมั่นใจพวกผู้ชายอย่างไม่คำนึงถึงการหว่านเสน่ห์ มีความมั่นใจในตัวเองและภูมิใจในความสามารถเปลี่ยมล้น จนหากชายใดขัดใจ หรือทำสิ่งใดผิดสเปกให้ขัดเคือง เธอก็ยินดีที่จะยอมเดินคนเดียวมากกว่าทนควงกับคนที่ไม่เป๊ะให้เสียเวลาทำงาน
                ชายหญิง 2 คนนี้ ต้องโคจรมาพบกัน ร่วมงานกัน ประชันขันแข่งบทบาทในรายการเกม-ทอล์กโชว์ ชื่อเกมลุ้นรัก ภายใต้การกดดันของกระแสความนิยมที่ต้องช่วงชิงความเป็นหนึ่ง และภายใต้เปลือกนอกที่ต่างต้องรักษาฟอร์มไว้ให้มั่น ไม่ยอมถอยให้กันแม้แต่ก้าวเดียว



                เรื่องย่อ รายนามตัวละครคร่าวๆ ถูกส่งมาให้ข้าพเจ้าทางอีเมล์ จากการพล็อตเรื่องของแตงโม นามปากกาของบอส ซึ่งชวนให้เข้าใจผิดว่าแต๊ปมาจากชื่อสาวที่ไหน แต่ที่แท้มันคือชื่อแมวอ้วนตัวหนึ่ง
                เพียงโครงคร่าวแค่นั้นใครจะไปนึกออกมาเป็นตัวเป็นตนได้ ก่อนจะเขียนออกมาเป็นบทละครให้เรื่องราวมันมีชีวิตชีวา ข้าพเจ้าก็ต้องหาเรเฟอเรนส์สิ...ท่านผู้ชม
                ตัวละครพระเอก ไม่ต้องไปเปิดตำราหาที่ไหน ในเมื่อบอสท่าจะเล่นเอง ก็ต้องนึกภาพในหัว ว่าอีตาภัทรนี่ก็คือแอนดริว เกร้กสัน ละก๊า...
                แล้วทันทีภาพที่วาบขึ้นมาเป็นองค์...ที่จะลงทรงในร่างหุ่นว่างๆ ไร้ชีวิต ไร้ใบหน้าของนางเอกที่ชื่อรวันดา ในมโนนึกของข้าพเจ้า ก็คือน้องกาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ...ซะงั้น
                ภาพความทรงจำถึงข่าวบันเทิงเมื่อนานนม เมื่อตอนละคร “สะดุดรัก” เรื่องแรกที่บอสทำกำลังจะลงจอ จำได้ว่าเห็นข่าวบอสไปร่วมงานเลี้ยงแถลงข่าวของทางสถานีที่มีแมร์ร่วมอยู่ด้วย จำได้ว่าแมร์เข้ามาแสดงควาปลื้มบอสอย่างเปิดเผย เอาความกิ๊กกั๊กก๋ากั่นห้าวห่ามเข้ากลบความรู้สึกเขิน ประกาศความเป็นแฟนละครอย่างซื่อใสไร้จริต ขณะที่บอสนั้นท่าทางยิ้มๆ นิ่งๆ เสงี่ยมสำรวม สงวนท่าทีสุดขีด...แวบเข้ามาในหัว ทำให้ความขำฮิฮะ โฮะๆ พุ่งเข้ามาจู่โจม
                เวลาพระจ้าจะมอบอะไรมาให้มนุษย์ ท่าจะส่งมาทั้งแพ็คเกจ...ทุกทีไป ดังนั้น ในทันทีที่คิดถึงน้องแมร์ว่าเธอคือตัวละครนางเอกของเรื่องนี้ มุกต่างๆ และรายละเอียด รวมทั้งเม็ดไอเดียก็พร่างพราวลงมาเป็นห่าฝน
                เริ่มตั้งแต่ความเป็นสาวมั่น ไม่หวั่นแม้วันมามาก...ปากจัด ล้นซ่า เชิดใส่  ไม่ง้อผู้ใด แต่ใครจะนึกออกว่าลับหลังผู้คนในที่รโหฐาน ยามอยู่คนเดียว เธออาจจะนั่งดูละครทีวีที่มีหนุ่มหล่อขวัญใจแสดง แล้วซาบซึ้งตื้นตันน้ำตาไหลพราก ถูกอกถูกใจ คริ คริ คริ คิกคัก เอิ๊กอ๊าก หรือกรี๊ดลงไปนอนกองชักดิ้นชักงออยู่คนเดียว
                น้องแมร์เขียนในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอว่า
                “ผู้หญิง...มักจะปากอย่าง ใจอย่าง แถมการกระทำ...ก็ดันเป็นอีกอย่างไปซะอีก”
                น้องเขาอาจจะไม่ได้เขียนมาเป๊ะๆ อย่างนี้ แต่ประเด็นมันเป็นเช่นนี้แหละ โอ้...นี่ไง ใช่เลย...รวันดา...นางเอกของข้าพเจ้า!!
                เท่านั้นแหละ บทละครเกมลุ้นรักก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาได้เป็นสาย
                บวกกันการที่ข้าพเจ้ากำลังหมกหมุ่นกับสังคมแฟนคลับอะไรบางอย่าง อย่างลึกซึ้งถึงตับไต ลำไส้ ม้ามอยู่ด้วย รวันดาจึงมิใช่เพียงแฟนละครภัทรธรรมดาๆ แต่ข้าพเจ้าสถาปนาให้เธอเป็นแฟนคลับลับๆ ของพระเอกไปเลย
                โอ...จะขัดแย้งสักเพียงไหน ถ้าเราหลงใครถึงขั้นคลั่งไคล้ แล้วไวด้ทำงานใกล้ชิดกับเขา เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องเป็นคู่แค้นคู่กัด เพราะคนที่เราหลงรักนั้นแท้จริงแล้วช่างร้ายเหลือ กวนประสาทสุดๆ จะพูดจะทำแต่ละอย่างล้วนทำร้ายเราถึงกลางแสกใจ แต่มองลึกลงไป เขากลับช่างมีแง่มุมอ่อนหวานอ่อนไหว จนทำให้เรา...จะรักก็ไม่ได้ จะเกลียดก็ไม่สำเร็จ
                เมื่อบทออกมาเป็นบท อ่านแล้วเป็นที่พอใจ แล้วทีนี้ใครล่ะ...นักแสดงสาว โอ๊ะโอ...ทำไมภาพในฝันมันจึงได้รับการจัดสรรให้ใกล้เคียงได้ขนาดนี้
                ข้าพเจ้าไม่รู้จักนุ่นมาก่อน เห็นในหนังในละครมาบ้าง แต่มาชอบเธอมากๆจากการดูรายการเจาะใจ ที่เธอไปทำภารกิจที่เนปาล แล้วก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่ารักจัง
                การที่นุ่นไม่อวบขาวผมยาวแอ๊บสวยตลอดเวลา แถมดูเป็นคนมีลูกอึด ลุยๆ มีสีสัน มีทัศนคติ และมีเอกลักษณ์ ทำให้เธอเป็นรวันดาแล้วครึ่งตัว
                แต่ข้าพเจ้ามาพบว่า...นี่ไง ใช่แล้ว รวันดาของฉัน...ก็วันฟิตติ้งผสมแถลงข่าวที่บริษัทมานาฯ ที่นุ่นเก๋จัด ทั้งชุดเท่ๆ แมนๆ สีขาวดำและสวยไม่ซ้ำใคร ในชุดราตรีเกาะอกสีชมพู ยิ่งเมื่อได้ถ่ายรูปคู่เคียงกับบอส...ก็ทำให้บรรยากาศการถ่ายภาพนิ่งของพวกเรามีฮาออกมาได้ดังๆ หลายดอก
                และแล้วภาพฝันก็ทาบซ้อนกับภาพจริง วิญญาณก็เข้ารวมกับร่างนี่แหละ รวันดา ปิยสุทธิ์ กับภัทร ภาสกร ของข้าพเจ้า...
                คนเขียนละครจึงสนุกกับละครของตัวเองดังนี้แล (แม้มันจะเป็นเพียงละครเล็กๆ ทางช่อง 3 ในบ่ายวันเสาร์ แถมต่อจากรายการมวยไทยก็ตาม)
Pat Passakorn, the most famous actor,
His lakorn that is currently on air and attracts most every women across the country is about vampires, somewhat like Twilight.    In real life, he is easy going.  He does not actually womanize, but he hates to disappoint girls.  He has a high level of self-confidence and has a certain degree of arrogance.
Rawanda Piyasood, MC, writer, the icon for modern women, sharp and witty, does not care about guys and very competitive.  She is also highly self-confident and very proud of her own talents.  If no one complies with her idea, she would rather go solo instead of compromising.
These two persons will have to work with each other in a part gameshow/talkshow program, called Game Look Ruk. 
The list of the names and roles were sent to me via email by Tang-Mo (literally mean watermelon), my boss's penname.  I first thought the name came from a girlfriend of his.  Actually, it was the name of a fat cat.  Phew!
With the general idea alone, I was not able to come up with the whole thing.  I had to find some (physical) references.
The actor: There is no need to look anywhere else.  Since he is going to act himself, I am going to use him as the reference.  Pat Passokorn is Andrew Gregson.
Suddenly, I was able to imagine the role in my head.
How about Rawanda? I could only think of Kalamae, Patcharasri Benjamart.
I suddenly had a flashback.  In an entertainment newsclip a while back (at the time 'Sadutruk' was the first lakorn boss produced), he was attending a media party.  Kalamae was there too.  She came over to express her feeling to him, unexpectedly (to boss).  She announced her affection of his lakorns so openly and so boldly while boss smiled, tried to stay calm.  I cannot stop giggling depicting the encounter in my head. 
When god decides to give something to human, he gives us the whole package, everytime.  Since I got Kalamae as my lead, all of the sudden, every detail entered into my head like a downpour.
With the highly self-confident personality, who would be able to imagine that she might be watching lakorns that her handsome favorite stars and/or crying like a baby watching his dramatic scenes.
Kalamae wrote in her latest book "Girls say one thing, think another thing and act totally differently altogether".  She is Rawanda, more or less.
The script was pouring out smoothly.  Moreover, I happened to be secretly in some fan club community.  Rawanda is now not only a fan, but also a secret fan club.
Oh.   Think about it, you are crazy about that person, having to work with him and having to argue with him all the time.  It's impossible to hate and not to love.
Once the script was completed, read through, now who was going to be in that role. 
Nong Noon Sripan.
When I heard that she agreed to star in this lakorn, I was beyond happy.  She is the best fit for the role.
I never knew Nong Noon in person prior to this lakorn.  I saw her in a few lakorns, but I didn't fall in love with her until after I watched Jo-Jai, a reality show, when she had to go to Nepal.  I felt she is genuinely pretty inside out.
She does not have big boob nor favorite pale white.  Coupled with her perseverance and attitude, she is already half Rawanda.
On the fitting day, she came with a black and white pantsuit, very charming.  Later she was in strapless pink gown, pictured with boss... I couldn't stop laughing out loud.  Finally, the reality overlays the dream. 
This is how a writer enjoyed her own story and the roles she created.  Even though it is only a small-scale lakorn on a Saturday afternoon.