แอนดริว งานโฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

แอนดริวมอบเสื้อยีนส์ให้ประมูลหารายได้ช่วยเหลือช้าง งานนิทรรศการภาพถ่าย "คิดถึงปอ"

แอนดริว โฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

Sunday, 24 July 2011

Interview with Andrew Gregson from Praew Magazine May, 2009


ในที่สุดสัญญาใจที่แอนดริวเคยให้ไว้กับแพรวว่าจะเปิดใจให้สัมภาษณ์ก็มาถึงและเพื่อเป็นการชดเชยที่ต้องให้รอนานเขาจึงอนุญาตให้ถามได้ทุกเรื่อง

Finally, we are able to fulfill the promise we gave fanclub members for a very long time.  We got Andrew for this issue.  Since it has been so long, we asked Andrew for the permission to ask about everything.  And, he was okay with it.





เริ่มจากข้อสงสัยแรกๆของหลายคนว่า ทำไมจึงได้รับรู้เรื่องราวของแอนดริวผ่านบทสัมภาษณ์น้อยเหลือเกิน

"ไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวลึกลับ เคยนั่งอ่านหนังสือหรือดูรายการสัมภาษณ์ทางทีวีแล้วนึกจินตนาการว่าวันหนึ่งอยากให้สัมภาษณ์หรือไปออกรายการแบบนั้นบ้าง แต่พอถึงเวลาความอยากนั้นกลายเป็นแค่ความคิด เพราะ ที่สุดแล้วอยากเก็บอะไรๆทั้งมวลไว้กับตัวเองมากกว่า "ผมขี้อายน่ะ"

"ยิ่งถ้าย้อนไปสมัยเรียนประถมที่โรงเรียนกันตะบุตร ผมไม่สามารถทำกิจกรรมประเภทยืนพูดหน้าชั้นหรือร้องเพลงได้เลย
ไม่รู้ว่าทำไมถึงขี้อายขนาดนั้น คงเป็นความรู้สึกของเด็กลูกครึ่ง หน้าฝรั่งเรียนโรงเรียนไทย คิดว่าตัวเองแปลกแยก ไม่อยากเด่น พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อน แต่ชีวิตจริงคืvอยู่เฉยๆก็โดดออกมาแล้วเพราะหน้าตาเรา บวกกับเวลามีงานโรงเรียน ครูชอบเรียกตัวไปแสดงตลอด"


Q: Why didn't you grant more interviews?
A: I did not intend to grant fewer interviews.  When I read magazines or watched interviews on TV, I used to imagining one day I might want to go on shows like that.  However, it was never materialized because I still think that I would rather keep things to myself.  More importantly, I feel weird to talk about myself with strangers.

When I was in elementary school, I was not able to speak or sing in front of the class.  I am not sure why I was so shy.  Maybe it was because I am a halfie in a thai school.  I felt different, therefore didn't want to make myself more different.  I tried to blend in.  However, in reality, I stood out because of my looks.  Teachers also liked to ask me to perform in various occasions.


 แล้วเปลี่ยนมากล้าแสดงออกได้อย่างไร

คงเพราะต้องทำงาน เริ่มต้นจากสมัยวัยรุ่นชอบไปร้านเกมเจอโมเดลิ่งเข้ามาชวนไปทำงาน จึงได้ถ่ายโฆษณาฮานามิตอนอายุ 12 ปี คู่กับธัญญ่า (ธัญญาเรศ เองตระกูล) วัยเดียวกันเลยไม่ชินเท่าไหร่จำได้ว่าตั้งใจมาก มีฉากหนึ่งผู้กำกับให้กินดอกกุหลาบก็กินเข้าไปจริงๆ แต่สุดท้ายฉากนั้นถูกตัดออก

จากนั้นได้ถ่ายแบบและโฆษณาอีกหลายชิ้นซึ่งแอ๊คติ้งหลากหลาย มีตั้งแต่ยืนยิ้มเฉยๆ ขี่จักรยาน กระโดดข้ามสะพาน แล้วก็ได้เล่นหนังเรื่องกองร้อย 501 ริมแดง ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะต่อยอดไปเล่นละครหรือเข้าวงการแบบจริงจัง แต่จำได้ว่าไม่รู้สึกว่าต้องอาย แล้วในเรื่องแบบนี้


Q: How was that changed?
  
A: I believe it's because of my work.  I started out when I was a teenager: from playing games at game shops  to be in a Hanami commercial with Thanya Thanyaret.  She was at the same age as me so I was not too shy with her.   I was so focused though.  In one scene, the director asked me to eat a rose, I actually ate it.  However, that scene didn't make it through editing.

After that I was on a few other commercials: just smiling, biking, jumping off a bridge.  Then, I got to be in a movie, Kong Roi 501 Rim Daeng.  At the time, I didn't think seriously about being in entertainment business.  But I do remember that I was no longer shy or felt awkward in front of people.



 ชีวิตวัยรุ่นที่เรียนด้วยทำงานด้วยเป็นอย่างไรคะ

ต้องหยุดเรียนบ้าง แต่ได้สิทธิพิเศษไว้ผมยาว  เนื่องจากตอนถ่ายโฆษณาอย่างน้อยก็ต้องมีผมบ้าง พี่โมเดลิ่งจึงขอทางโรงเรียนให้ ตอนนั้นเรียนที่ปทุมคงคา หัวเกรียนกันทั้งโรงเรียน เราได้ไว้ผมยาวอยู่คนเดียวจึงโดนเขม่น โดนแซวบ้าง เป็นช่วงที่ลำบากใจนิดหน่อย แต่รู้สึกเท่อยู่ในใจลึกๆ

ผมเป็นเด็กประมาณว่าไปโรงเรียนเกือบทุกวัน มีโดดบ้าง ไม่เคยสอบตก แต่ไม่เข้าใจว่าการตั้งใจเรียนหนังสือคืออะไร  ไม่เคยรู้ว่าเรียนเพื่อจะมุ่งไปทางไหน หรือโตขึ้นอยากทำอะไร เพราะส่วนใหญ่เรียนตามเพื่อน ซึ่งถือว่าโชคดีที่เพื่อนเลือกเรียนแต่สิ่งดีๆ พอถึง ม.4 ก็สอบเทียบแล้วไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นี่ก็ตามเพื่อนอีกเช่นกัน ส่วนตัวไม่เคยสนใจมาก่อน คำว่ารัฐบาล หรืองานหลวงไม่เคยอยู่ในหัวแต่พอเรียนวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารรัฐก็ทำให้รู้และเข้าใจ และยิ่งมองดูสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งทำให้เข้าใจ เพราะทุกวันนี้ต่างฝ่ายก็มีอุดมการณ์ของตัวเองจนไม่มองอะไรเลย

ผมอยากให้มองประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เอาความเห็นแก่ตัวเห็นแก่อำนาจ เงินทอง ออกไปก่อนลองมองดูประเทศเพื่อนบ้านเราบ้าง ตอนนี้เขาไปถึงไหนแล้วเขาวางแผนเตรียมตัวสำหรับโลกอนาคตอย่างไร เตรียมคนรุ่นใหม่ที่จะมารองรับคนรุ่นต่อมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก บางประเทศ ครูที่เป็นแกนหลักของประเทศนั้นมีเงินเดือนแพงมาก ซึ่งผมเห็นด้วย เพราะครูบ้านเราต้องทำอาชีพเสริมเพื่อครอบครัว ไหนจะต้องเตรียมการสอนอีก ถ้าเราช่วยดูแล ครูก็จะมีเวลาและมีกำลังใจในการทำงาน แล้วผลประโยชน์จะตกอยู่กับคนรุ่นต่อมา เรื่องการวิจัยผมว่าเราน่าจะมีมากกว่านี้ บ้านเรามีดีจะตายไป เพียงแต่ขาดการต่อยอดซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแล ถ้าเขารักประเทศเราจริง คงไม่ทำร้ายให้ถดถอยออกไป ถ้าเป็นเช่นนั้นคนรุ่นหลังจะด่าได้ว่า คนพวกนี้ไม่รักประเทศ

สรุปว่าผมเรียนได้ค่อนข้างสนุก บางวิชาเกรดออกมาดีด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ใช้วิชาที่เรียนเพราะทำงานในวงการต่อเนื่องมาเรื่อยๆซึ่งทีแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องมุ่งมั่นมาทางนี้มีที่มาว่าตอนที่เพื่อน (จอห์น ดีแลน)ตาย ผมมาเล่นละคร(เมื่อหมอกสลายแทนเขา เพราะตอนแรกที่ทีมงานติดต่อให้ผมเล่นละครเรื่องนี้ผมขอไม่เล่น แต่แนะนำให้จอห์นเล่น ซึ่งเขาเล่นได้ดี ละครดังมาก พอจอห์นตาย ผมรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของผมประมาณว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเล่นต่อให้เพื่อนเอง คิดแค่นั้นไม่คิดว่าจะอยู่ยาวหรือมีใครชอบงานเรา ให้โอกาสเราขนาดนี้


 


Q: How did you juggle between studying and working?
  
A: I had to skip classes occasionally.  I was also permitted to have long hair.  The modeling agency asked for the permission from school.  I was at Pathomkongka school, everybody had very short hair.  I was the only one with long hair.  I was teased, but deep down I was very proud.

I went to school on most days.  Sometimes I intentionally skipped, but never failed a class.  I didn't understand what studying was or was for.  I didn't know what I wanted to do when I grew up.  I mostly followed other people's direction.
When I was in Mo. 4, I took an entrance examination to study political science at Ramkhamhaeng University.  I did that because I followed a friend of mine.   I personally didn't understand the word government.   But once I studied a few courses, I began to understand.    Especially these days, I think the understanding of what government is for is extremely important.  These days, people seem to only care about their ideals and not able to see through the issues.

I'd like everybody to think about the people, the country, become less selfish and less greedy.  Look at our neighboring countries, they are way ahead of us.  They plan, establish education infrastructure to support new generations who will be further developing the country.  Their teachers are compensated more.
Regarding research, I believe we should have more research.  Our country has both natural and people resources, but lack of support from the government.  I ended up getting a lot out of the program at the university.  I even got A in some classes.  It was actually fun.

Nevertheless ,  I haven't used any of the stuff I learned in entertainment business.  It's because John Dillon, my best friend, died.   I came into lakorn as a substitute for him in Mog-Sa-Lai.
Initially, the team contacted me, but I didn't want to be in lakorn so I asked John.  He was very good at it, but he died before the lakorn finished.  I felt like it was my responsibility to finish his job for him.  I didn't imagine from that point on, I would still be here.



รู้สึกไหมคะว่ายิ่งดังดูเหมือนแอนดริวจะรับมือด้วยความเงียบ


จริงๆนะ ตอนที่เป็นที่รู้จักมากๆ ผมไม่รู้ว่าดังคืออะไรเพราะยังเด็ก ไม่รู้วิธีการตั้งหลักที่ดีในการเปลี่ยนแปลงแบบนั้นของชีวิต รู้แต่ว่ามีคนมองตั้งแต่ถ่ายโฆษณา ไปไหนคนก็ทักยิ้มให้ให้ความรู้สึกดีๆจนรู้สึกว่าชีวิตนี้ได้รับการอวยพรมาก แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อมา ทั้งที่ธรรมชาติตัวเองไม่ชอบความโดดเด่น ชอบเป็นเด็กหลังห้อง อยู่ข้างหลังแล้วเห็นคนอื่นมากกว่า ฉะนั้นถึงจุดหนึ่งขณะที่คลุกคลีอยู่กับงานแสดงก็รู้สึกสนใจการทำงานเบื้องหลัง หรือการเป็นผู้จัด ด้วยอาจเพราะตรงกับนิสัย
เรื่องเงียบคงเป็นไปตามวัย สมัยก่อนไม่รู้ว่าการทำงานที่ถูกวิธีเป็นอย่างไร คิดแค่ไปทำงาน ไม่ทำตัวเองให้เป็นตัวถ่วงสนุกสนานร่าเริงไปวันๆมาวันหนึ่งรู้สึกอยากทำให้ดีๆ อยากตั้งใจทำงานมากขึ้นไปอีก ภาพเลยดูจริงจัง ทีแรกไม่รู้ว่าตั;เองชอบละครแนวไหน อาศัยเน้นอ่านบทแล้วชอบเข้าใจ อยากเล่น หลังจากนั้นก็ยึดความ รู้สึกที่ว่ามาตลอดโดยเฉลี่ยบางปีเล่นสองเรื่อง หรือปีกว่าแค่หนึ่งเรื่อง แต่ครั้งนี้นานที่สุดประมาณ 3 ปี


Q: Do you think you handle fame with silence?
 A: I didn't know what fame was like because I was very young.  I didn't know how to deal with the change well.  I knew that people stared at me, smiled, said hi to me.  I felt blessed.  By nature, I don't like to be in the spotlight.  I liked sitting in the back of the room and looking at the others.  That's why after being in the acting job for a while, I show interest in working in the background.  Like becoming a producer, it probably fits my nature.

Regarding being quiet, I think it goes with the age.  In the past when I went to work I didn't know how to work with people.  Initially, I went to work and was having fun and try not to slow people down.  But one day I wanted to do it better and well.  So, I may have looked more serious.

I didn't know what lakorn I wanted to be in, I simply read the script.  Whichever one I liked, I took the job.  I had taken this approach for a long time.  I ended up having about 1 or 2 lakorn a year on average.  Sometimes, 1 lakorn in a year and a half.  Recently, it was not in anything for three years.




ช่วงนั้นมีแต่คนสงสัยว่าทำไมถึงเลือกจะหายไปในช่วงเวลาที่กระแสความนิยมยังอยู่


ไม่ถึงกับเลือกครับ เป็นช่วงที่ชีวิตมีเรื่องยุ่งๆพอสมควร พักจากงานจัดละครก็ย้ายออฟฟิศจากทาวน์อินทาวน์มาอยู่โชคชัย 4 เพราะจำเป็นที่จะต้องมีที่ให้ทีมงานเข้ามาประชุมกันเป็นแหล่งรวมพลที่เหลือก็ไปใช้ชีวิต ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกพลาดไม่เสียดายอะไร มีบางคนบอกว่าคิดคำนวณเป็นตัวเลขรู้ไหมว่าพลาดเงินไปแล้วเท่าไหร่ แต่ผมว่าไม่เกี่ยว เพราะถ้าใช้เงินเป็นตัวตั้ง ผมคงไม่มีวิธีการทำงานแบบนี้  เหมือนอย่างตอนนี้ใครๆก็บอกว่า ควร อยู่เฉยๆ อย่าขยับทำอะไรเพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ผมก็ลุกขึ้นมาทำงานผู้จัด ได้รับคำเตือนว่าเสี่ยงนะในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ ยิ่งใช้เงินไปทำรายการทีวี ถ้าหมดแล้วหมดเลย เพราะทีวีต้องออกอากาศตลอด ทางสถานีไม่สามารถหยุดรอเราได้ แต่ผมรู้สึกพร้อมที่จะทำอย่างอื่นก็ไม่สำคัญ




Q: During the three years, people were wondering why you disappeared while you were still a hot item?
  
A: I didn't choose to disappear.  I happened to have personal matters to take care of.  I was in the process of moving the office from Town-in-Town to Chokchai 4 because I needed more space.

I also wanted to spend time like a normal person.  I travelled some.  I didn't feel like I missed anything.  People often said how much money I could have made if I continued the path.   I didn't care as much.  I don't use money as the measure of success.  If I have, I probably didn't choose to do what I have chosen to do.  Like being a producer, people warned me, bad economy, bad times, sit tight, don't do anything.  If you do TV shows/lakorn, you would be bankrupted.   But I felt ready and care less about other factors.

 


 ถ้าอย่างนั้นเล่าถึงการเป็นผู้จัดเป็นผู้บริหารหน่อยสิคะ



อาจมีคนคิดว่าเป็นงานเถ้าแก่ แต่สำหรับผมไม่ต่างอะไรกับ ขอโทษนะครับ เป็นขี้ข้า (หัวเราะ) เป็นเจ้านายแต่ทฤษฎี ในทางปฏิบัติต้องทำทุกอย่าง ภายใต้ชื่อบริษัทว่า มานาโปรดักชั่นได้ชื่อนี้มาจากพระคัมภีร์ไบเบิล หมายถึงอาหารตอนที่อิสราเอลไม่มีอะไรจะกินแล้วอธิษฐานขอพระเจ้า ท่านก็ประทานผลไม้มาให้ แต่ไม่ให้เก็บ ให้กินเท่าที่อิ่ม ผมรู้สึกว่า ความหมายดี เหมาะกับงานพอเพียงอย่างเรา (ยิ้ม)

เหตุผลหลักที่ผมทำงานนี้คืออยากตอบแทนที่ผู้ใหญ่ไว้ใจให้ทำส่วนเรื่องเจ๊งหรือหมดตูดไม่ใช่เรื่องใหญ่ (หัวเราะ) ความจริงกำไร ใครก็อยากได้แต่เราไม่ได้โฟกัสตรงนั้นเป็นหลัก แต่การกลับมาครั้งนี้ก็ต้องขอบพระคุณนายประวิทย์ คุณอำพร และพี่ยุ้ย เป็นอย่างมากที่ให้โอกาสและคอยเป็นห่วง คอยเตือนตลอดว่าครั้งนี้ยากกว่าครั้งเก่า  เพราะต้องออกสตางค์เอง ลงทุนเอง  ควรมีทีมขาย การรู้จักเซฟต้นทุน ฯลฯ การให้คำแนะนำต่างๆ ทำให้รู้สึกดี และคิดเสมอว่าเราโชคดีที่มีเจ้านายดี ทำให้อุ่นใจ ไม่รู้จะพูดอย่างไร ได้แต่ขอบพระคุณและคิดเสมอว่าจะทำอย่างไร เพื่อตอบแทนพระคุณของนายได้บ้าง ซึ่งผมบอกเสมอว่า ถ้านายสั่งมาคำเดียวจะทำให้การตัดสินใจของผมนั้นง่ายกว่า
ย้อนไปตอนที่ทำละคร "สะดุดรัก" ผมรับจ้างผลิตอย่างเดียว ยอมรับว่าเนื้อหาอาจซีเรียสไปหน่อยจึงไม่ประสบความสำเร็จ ด้านเรตติ้ง แต่ผมไม่คิดว่างานตัวเองห่วยหรือกระจอก เพียงแต่รู้สึกผิดกับเจ้านายและทีมงานซึ่งเป็นคนเก่งทั้งนั้น แต่เชื่อใจผม กล้ามาร่วมหัวจมท้ายด้วย พอครั้งนี้เจ้านายให้ไปลองคิดดูว่าสนใจ เป็นผู้จัดแบบที่ขายโฆษณาเอง ลงทุนเองไหมซึ่งผมมีคำตอบตั้งแต่ได้ยินแล้ว


Q: You are a producer, a management position?
  
A: It sounds like a management job, but it's actually a servant (laughing).  In theory, I'm a boss, but in reality I do everything.  I named the company Mana Production.  I got it from the bible.  It is the fruit that God gave Isaraeli when they didn't have anything to eat.  God gave the fruit, but didn't allow the people to store them.  Just take it as they need.  I love the meaning of it and that fits my philosophy.

The primary reason why I took the job (Gameloonruk) because my boss gave me the opportunity.  Being bankrupt or having no money left is not an issue (laughing.)  Of course everybody wants to see profit made, but that's not my primary focus.
Boss Pravit, Khun Umporn and P' Yui are the big support.  They warned me that this one (Gameloonruak) is more difficult than the previous one (Sadutrak) because I had to spend my own money.  I should have a sale team, and how to save costs. Their advice and support made me feel good.  I feel blessed to have good bosses.  I don't know what to say.  I wish I could do something to thank them.  As I always said to them, give me an order, I would do it.

Back when I was producing Sadutrak, I was hired to produce.  I admit that since the content was a bit more serious, the viewership rating was not so good.  But I didn't think that the lakorn was bad or unacceptable.  I only felt bad to the superior and the team who believed in me.  They were talented individuals.  They were willing to be in on it with me.

So, when boss asked me if I wanted to do this job, but I have to spend my own money, I already agreed when I heard the first sentence.




พอลองแล้วได้ผลเป็นอย่างไรบ้างคะ

ที่ชัดคือเริ่มพูดเยอะขึ้น (หัวเราะ) เพราะต้องสื่อสารกับใครๆเยอะ ในส่วนของการผลิต สมัยก่อนเป็นนักแสดงดูแลแต่เฉพาะบทของตัวเองแต่เดี๋ยวนี้ต้องดูหมด เพราะเป็นหัวเรือ เป็นคนกำหนดทิศทาง จำเป็นต้องอธิบายความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน ที่แน่ๆ คือต้องไปหาลูกค้าเอง ต้องพูดพรีเซ้นต์บอกรูปแบบของละคร อธิบายว่ากำลังทำอะไร ให้เขาอยากมาลงโฆษณากับเรา บางครั้งอาจ โชคดีได้เจอลูกค้าที่เป็นแฟนคลับ ไม่ได้หมายถึงเขาจะซื้อโฆษณาง่ายขึ้น แต่บรรยากาศจะดูผ่อนคลายไปเอง งานขายโฆษณาไม่ค่อยผ่อนคลายหรอก ประมาณว่าจะออกอากาศอยู่แล้ว แต่ยังขายไม่เต็มต้องทำใจว่าช่วงแรกขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไรถึงเวลาเดี๋ยวก็มาเอง ผมว่าด้านหินของงานนี้คือเรื่องจิตใจคนที่ทำ ถ้าขายไม่ได้ หมายถึงคุณต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเองเวลาเราดูทีวีเห็นรายการอะไรมีโฆษณาเต็มไม่ได้หมายความว่าเจ้าของจะมีกำไรหรือได้สตางค์แน่ๆเพราะยังมีตัวแปรอีกสารพัด


Q: So, you tried, what was the result?

A: I talked more (laughing..)  because I had to communicate with many different people.  As an actor, I am responsible for my own scripts.  As a producer, I have to look after everything because I'm the captain.  I need to set the direction and able to convey my needs clearly.  For sure, I have to meet my customers, to present and explain the lakorn format and what we are doing to convince them to give us sponsorship.
Sometimes, I was lucky to meet customers who happen to be my fans.  It doesn't meant that they are going to just buy it, but it helps with reducing stress level.
The selling job is not easy at all.  Let's say, an episode is about to be on air, but there are slots left to sell.  I had to let it go initially and thought that it will be okay.  Commercials will come eventually.  The toughest part of this job is the mindset of the production company.  Some empty commercial slots mean that you have to fill them with your own money. Even if when we see full commercial slots, it doesn't mean the production company can make money either because there are so many other variables.

ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตถามถึงเรื่องที่โดนวิจารณ์บ้าง

เขา ว่า..แอนดริวทำงานด้วยยาก เรื่องมากเวลารับงาน เถียง ถ้าพูดความจริงกัน ผมไม่ต่างอะไรกับคนอื่นเลย เพราะผมเห็นว่า ทุกคนก็เลือก และมีดาราอีกเยอะที่ติดต่อยากหรือทำงานยากกว่า เพียงแต่ผมมีข่าวออกมามากกว่า อาจเพราะพูดตรง หรือมีวิธีพูดที่ไม่ ประนีประนอมเสียเลย แต่บางเรื่องผมก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร อย่าง บางคนทำงานด้วยกัน เจอกันข้างนอกไม่มองหน้า ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลย คงด้วยความที่ผมนิ่งไปมั้ง เวลาเล่นคู่กับใครไม่เคยสนิทกันนอกจอ เวลาทำงานตั้งใจทำส่วนของตัวเองเต็มที่ เป็นส่วนหนึ่งในงาน แต่หลังจบงานไม่ค่อยติดต่อกันทีหลัง เลี้ยงปิดกล้องก็ไปบ้าง ไม่ว่างก็ไม่ไป  ไปงานคนกันเองบ้าง แต่ที่เป็นงานสังคมจะไม่ค่อยไป เพราะรู้ตัวว่าแต่งตัวไม่ดี ไม่มีคู่ไปด้วย แล้วเวลาเจอคนเยอะๆ ก็วางตัวไม่ถูก พอรวมๆกันแล้ว ต้องยอมรับว่าเพราะเราเลือกที่จะทำอย่างนี้ ผลจะเป็นอย่างไรก็น้อมรับ


Q: Could I ask about comments from your critics?
A: People said I am choosy, difficult to work with.  I would like to disagree.  Everybody chooses.  I'm no different than them.  I may speak way too straightforwardly and don't know how to refuse tactfully.  I'm not sure what the issue is.  Some people used to working with me, and never said hello afterwards.

It might be because of my personality.  I don't joke around while working.  I intended to do the best for what I was assigned to do.  After work, I didn't go out with them.  I sometimes went to closing ceremony, but not normally.  I don't dress well, don't have a girlfriend to go with and don't know how to socialize.  Overall, I chose to be this way.  I accept the consequences.


เช่นถูกเรียกว่า "ตัวพ่อ

ชอบนะ ยังไม่มีแฟนเลย แต่ได้เป็นตัวพ่อแล้ว  (หัวเราะสนุก) เดี๋ยวนี้ผมไม่เดือดร้อนว่าจะต้องอธิบายตัวเองให้คนอื่นเข้าใจ ว่าเราเป็นอย่างไร ย้อนไปเมื่อก่อนที่ผมเฟรนด์ลี่ คุยกับคนง่าย นั่นก็เพราะไม่คิดอะไรเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิด ทุกอย่างเป็นไปเอง ตามธรรมชาติ บางคนบอกว่าผมเป็นประเภทกลัวจะได้ดีเกินไป เคยมีคนโทร.มาแจ้งให้ไปรับรางวัลบุคคลตัวอย่าง ผมไม่ไป บอกให้รางวัลนี้กับคนอื่นดีกว่า เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีคุณสมบัติดีพอ ไม่พิเศษขนาดนั้น
ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนปกติ เกิดวันหนึ่งพลาดทำอะไรไม่ดีขึ้นมา อาจจะทำลายความเป็นไอดอลของตัวเองก็ได้ เพราะเรื่องคนต้นแบบ เป็นเรื่องของความคาดหวัง บางคนอาจบอกว่าตัวจริงน่าประทับใจ กว่าที่คิด หรือว่าตัวจริงทำให้เขาผิดหวัง ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของ การคาดหวังทั้งนั้น
ความจริงผมไม่ค่อยปิดบังด้านมืดตัวเอง เพราะคิดแค่ว่าเราก็เป็นคนคนหนึ่ง อย่างช่วงหนึ่งถ้าเห็นใครทำอะไรไม่ดี ผมจะพูดเลยโดยไม่เกรงใจ หรือเวลาโกรธก็ไม่งามนักหรอกครับ รู้ตัวว่าเป็นคนมีอารมณ์ จึงพยายามทำงานโดยไม่ใช้อารมณ์ บางครั้งมีรั่วบ้าง   แต่พยายามจะให้จบตรงนั้น ไม่เก็บมาคิดต่อ พยายามจะนำใจเขามาใส่ใจตัวเอง เพื่อที่ ว่าอะไรที่ใครทำแล้วเรารู้สึกไม่ชอบก็พยายามไม่ทำอย่างนั้นกับคนอื่น
ช่วงแรกที่มีสารเกี่ยวกับผมออกไปแบบที่รู้สึกว่า เฮ้ย..เราไม่ใช่คนแบบนั้น ก็รู้สึกกังวล  อยากบอกทุกคนว่าผมไม่ได้เป็นแบบนั้นนะครับ แต่ช่วงหลังรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต และผมว่าทั้งหมดสำคัญตรง  ความรู้สึกที่สื่อออกมาด้วย บางคนเหมือนจะด่าแรงมาก แต่ผมกลับรู้สึกขำ ขณะที่มีคนด่าแค่ "ไอ้บ้า แต่ใจเรารู้สึกว่าแรง อย่างที่เขาตั้งฉายาให้ว่า "พระเอกเทวดาตัวพ่อ" ก็ขำนะ ไม่โกรธ


Q: How about a.k.a "Tua Por" (Father)?


I like it (laughing).  I haven't had a wife and suddenly become a father.  I don't need to explain to everybody how I am.  I was once informed that I was getting a man of the year award as a person who everyone should look up to as an example.   I said I couldn't go.  I'm not that good.  I am just an ordinary guy.  I don't want to receive an award and one day I made a mistake, the idol image would be crushed and disappoint them.
I've never covered up my dark side.  I'm a normal person.  When I see someone doing something wrong, I would speak up and it wasn't pretty when I did that.  I know I have temper so I've been trying to hamper it.  Sometimes I am still unable to.





อีกเรื่องที่หลายคนสงสัยคือทำไมไม่ค่อยพูดถึงครอบครัวเลยล่ะคะ
ความจริงไม่มีอะไรลึกซึ้งแค่ไม่อยากให้มีอะไรไปเกี่ยวข้อง หรือพาดพิง แล้วแม่ก็ไม่ค่อยอยู่เมืองไทยด้วย แต่ยังรักแม่อยู่นะ (หัวเราะ) มีคนบอกว่าแม่สวย สมัยผมเรียนมัธยม เพื่อนไปบ้านแล้วเขาไม่เคยเจอแม่มาก่อน พอแม่เดินออกมาปุ๊บก็ยกมือไหว้ปั๊บเลย บอกว่าแค่ดูหน้าก็รู้แล้ว แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าเหมือนนะ ผมว่าตัวเองเหมือนพ่อ รวมทั้งนิสัยบางอย่างด้วย
กับแม่ผมไม่รู้ว่าตัวเองคาบอะไรมาเกิดถึงได้ชอบเถียง ชอบแหย่ตลอด ดื้อจนขนาดบางครั้งเขาบ่นว่า รู้ยังงี้เล็กๆเอาขี้เถ้ายัดปากซะก็ดี แล้วช่วงวัยรุ่นติดเพื่อน ไม่ค่อยอยู่บ้าน ก็รู้ว่าทำให้แม่เป็นห่วง แต่ตัวผมตอนเด็กๆปากแข็งไม่ค่อยบอกรักหรือแสดงความรัก พอเริ่มโตก็มีบ้าง แต่ก็รักและเป็นห่วงเขา ตอนนี้แม่อายุมากขึ้น อยากให้หยุดทำงาน แต่ก็ไม่ยอม ผมเข้าใจว่าหยุดคงจะเหงา ผมหวังแค่ว่าเขาจะมีความสุขกับตัวเองและกับพ่อ จึงได้แต่คอยบอกว่าทำงานให้น้อยลงนะ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกผมเพราะโตๆกันแล้วดูแลตัวเองได้ ซึ่งคงไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงแม่ก็ห่วงอยู่ดี แต่รู้ว่าลึกๆแล้วแม่เชื่อใจผมว่าจะไม่ทำสิ่งไม่ดี


Q: Why don't you talk about your family?
  
A: There's nothing to talk about.  My mom is not usually in Thailand, but I still love her (laughing).

People said my mom is beautiful and my friend would be able to recognize her right away because they see my mom and me are alike.  But I don't think so, I think I am like my dad, including the personality.  With my mom, I often argue with her, not sure why I like to tease her and argue with her.  I was very stubborn.  She used to say I should have put ash in your mouth when you were born.
During teenage years, I was rarely home and worried her.  I never expressed my feelings to her, but now I do more.  Especially now, I would like her to stop working and be happy with my dad.  I understanding that if she stops, she might be bored, but at least I would like her to lessen her workload.




แล้วมีอะไรที่ไม่ดีไหมคะ

เคย เที่ยว กินเหล้า สูบบุหรี่บ้างตามประสาวัยรุนแค่นั้นสำหรับผมถือว่าไม่ดีแล้ว เพราะไม่เคยทำ ซึ่งเวลาผม ทำอะไรผิดหรือรู้ว่าไม่ดี จะรู้ตัวตลอดเวลาว่าทำอะไร  ส่วนในแง่ของการเป็นลูกที่ดี เวลาทำงานได้สตางค์มา ก็ให้แม่ทุกเดือน ทั้งที่แม่ไม่ซีเรียสหรอก เพราะสิ่งที่แม่ทำทุกอย่าง ต่อไปก็เป็นของลูกทั้งนั้น ผ่านมาถึงวันนี้คิดว่า แม่คงภูมืใจแล้วละที่มีคนรักลูกขนาดนี้
สิ่งที่แม่ชอบพูดสมัยก่อนมักจะเป็นว่า ถ้าผมคิดจะมีแฟนขอให้เรียนจบก่อน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นว่าเมื่อไหร่จะมีหลาน เพราะพี่ชายก็ยังไม่มีเช่นกัน ก็ได้แต่บอกแม่ว่าไม่ต้องห่วงผมอยู่ได้ ยังนึกภาพตัวเองแต่งงานไม่ออก ผมคิด่าถ้ามีคู่แล้วจำเป็นจะต้องแต่งก็เพื่อเป็นการประกาศให้ ทุกคนรู้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งยืนยันว่าเราจะรักกันไปตลอด หรือให้นึกภาพตัวเองเป็นพ่อคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะรับผิดชอบอีกชีวิตหนึ่งได้ดีหรือเปล่า แม้จะมั่นใจว่าเลี้ยงได้ไม่อดตาย (หัวเราะ) แต่ข่าวที่ว่าผมซุกลูก ขอยืนยันว่าผมยังโสดครับ


Q: Did you do anything that made your mom worry?
  
A: I used to drink, smoke sometimes and went out with my friends.  I understand what is right or wrong and am very conscious about it. After I got the money (from work), I gave it to my mom every month even though she didn't care for it.  Now, she should be proud that there are many people loving her son.

In the past, she always said, you should have a girlfriend after you graduate from college.  Now, she always asks, when are you going to have a grandchild for me.  My brother does not have one for her.  I told mom that she doesn't need to worry about me.  I'm able to take care of myself.
I currently cannot imagine myself getting married.  I think marriage is simply a declaration to the world that you are married.  It doesn't guarantee that you are going to be able to be happy in the marriage.  I cannot imagine being a father either.  I'm not sure if I can be responsible for another person.    According to the news, I had already have a child.  That's not true.  I'm still single.

เรื่องหัวใจของแอนดริวก็เป็นอีกเรื่องที่สาวๆอยากรู้ค่ะ

  
นั่น ไง เข้าทางพอดี (หัวเราะ) อายุประมาณนี้ย่อมต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสาวๆบ้าง ขออนุญาตบอกประมาณว่ามีอยู่สองครั้งที่เคยคิดว่าคลิกแล้ว จะลงหลักปักฐานยอมทิ้งทุกอย่างให้คนนี้แล้ว  สุดท้ายก็ไม่ใช่ แต่จบด้วยดีนะ ไม่ได้โกรธหรือเกลียดกัน  เพราะของแบบนี้โทษกันไม่ได้ ถ้าถึงเวลาแยกย้ายจริงๆ ฝืนไปคงไม่มีประโยชน์ เวลาผมจริงจังกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะงานหรือความรัก จะชัดเจนมาก ต้องคอยบอกตัวเองเวลาจะไปเริ่มต้นใหม่กับใครว่า ระวังหน่อย เดี๋ยวเบรกไม่อยู่แล้วหัวทิ่ม อย่างตอนที่ชีวิตต้องผ่านช่วงเวลายากๆ ผมโชคดีที่หลุดมาได้ เพราะมีเพื่อนและพี่ที่ดี


Q: How about love?
  
A: Perfect, I led you to this question myself (laughing).  At this age, I of course have had a few encounters.  I can only tell you that there are two times that I thought I found the right ones.  I thought I was going to end up with that person, but finally it was not meant to be.   We ended it in good terms.  We were not mad or hate each other.  This kind of things, we really can't blame one side of the other.  If it's time (to leave each other), there's no point in resisting.

If I am serious about something, either work or love, I will be very obsessed with it.  I often have to caution myself if I were to start with a new person, I need to be careful.  I need to be able to hit a break without crashing.  Fortunately, I got through those difficult times because of my friends and my brother.

ผู้ชายแบบแอนดริวเจ้าชู้ไหมคะ

ถ้าสังเกตดีๆ คนเจ้าชู้ภายนอกมักดูธรรมดาไม่มีพิษภัย แต่ข้างในเหมือนกระต่ายเลย ฟังดูเหมือนผมเหรอ(หัวเราะ) งั้นตอบใหม่ ใครๆก็ชอบของสวยของงาม นั่นเป็นแค่อย่างแรกที่สายตาเราเห็น ต้องมานั่งคุยกันก่อนจึงจะรู้ว่าจะยังไงต่อ สรุปแล้ว ไม่เจ้าชู้ ไม่มีสเป็ค รักเดียวใจเดียว และกัดก้อนเกลือกินได้ (หัวเราะ)

Q: Are you a womanize person?
  
A: Womanize guys look normal on the surface, but inside they are like rabbit, like hopping.  Does that sound like me? (laughing).  Everybody likes to look at pretty things, because that's the first thing our eyes see.  We have to sit down and talk to find out about each other.  In conclusion, I don't womanize.


แต่ฝ่ายชายนิ่งขนาดนี้ ฝ่ายหญิงจะรู้ไหม

ถ้ารู้ว่ามีโอกาสจะเจอกันอีกแน่ๆ อาจไม่รีบขอเบอร์  แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าผมสนใจจะแสดงออกแน่นอน และเห็นผมนิ่งๆอย่างนี้ ก็มีเมสเสจบ้าง แต่ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ ชอบไปหาคุยกันต่อหน้ามากกว่า ผมเป็นคนเรียกร้องนะ ต้องการการเอาใจใส่ดูแลเยอะ ทั้งๆที่ ตัวเองก็ไม่ค่อยมีให้ใคร แต่ถ้าทำได้จะทำทันที เช่น อยู่ไกลขนาดไหน ถึงจะคนละซีกโลก ถ้าไปได้ ผมก็อยากจะไปหา และ ถ้ารู้ว่าให้อะไรแล้วอีกฝ่ายจะดีใจมาก แฮ็ปปี้ ยิ้มได้ และเราไม่เดือดร้อนก็อยากให้ แต่ถ้าเป็นเพชรหรือรถคงไม่ไหว

Q: If you are so self-controlled, how would the woman know that you like her?
  
A: If I know we are going to meet again, I may not not hurry to ask for her number.  But don't worry, if I'm interested, I would show.   I might look self-controlled, but I do send messages.  I don't like talking on the phone though.  I like to just meet and talk in person.

I'm pretty needy.  I need attention even though I don't know how to give it to the others.  But whatever I can do, I would do it.  Like if she is far away/different side of the world, I would go to see her.  If I know she wants to have something and that would make her happy and smile, I would give it to her within my means, not diamonds or cars.

 ข้อดีของแอนดริวที่ผู้หญิงชื่นชมคืออะไร 

 เคยมีคนบอกว่าผมเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็อาจเพราะว่าเธอเด็กกว่า


Q: What is your strength?
 A: I used to be told that I am mature maybe because she was younger than me.


แล้วข้อเสียที่มักถูกต่อว่าล่ะคะ 
 ถ้าถึงกับด่าไม่มี ส่วนมากจะบ่นว่ากวน..เหลือเกินพ่อคุณ


Q: How about your weaknesses?
A: Nothing serious, normally I was told that I was too playful.


แอนดริวเวลาอยู่บ้านเป็นอย่างไร

เหงาๆ ชอบเดินตากฝน เหมือนในมิวสิค วีดีโอ (หัวเราะ) ล้อเล่น ความเหงาทำลายคนมาเยอะ แล้วก็สร้างคนมาเยอะเช่นกัน ผมคิดว่าบางคนจำเป็นต้องอยู่คนเดียวเพื่อที่จะได้โตขึ้น เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ อ๋อ วันๆหนึ่งของผมหมดไปเร็วมากกับการเล่นกับแมวและหมา มีอะไรทำก็ทำไป เปลี่ยนก๊อกน้ำ ซ่อมท่อ ถ้าทำไม่ได้ก็ตามคนอื่นมาทำ ส่วนกับข้าวนานๆจะทำ กินเองสักครั้ง อย่างข้าวผัด สปาเกตตี  แต่เดี๋ยวนี้มีคนงาน ก็มอบหมายให้เขาทำให้ เรื่องกิน ผมกินได้หมด โดยเฉพาะประเภทเส้น เนื้อ หมู ไก่ ไข่ นม โปรตีนทั้งหลายชอบมาก แล้วกินเยอะด้วย จากนั้นก็นอนอ่านหนังสือ ดูหนัง ออกไปหาเพื่อน


Q: What do you do at home?
  
A: When I feel lonely, I would walk in the rain like in music videos.  (laughing)  I was just joking.  Loneliness destroys people, but also creates people.  Some people need to be alone to grow, be more mature.  What was your question again? Oh.  My daily routines consist of playing with my dogs, cats, fixing things at home, or hire people to fix it if I cannot do it myself.  Occasionally, I cook.  Now I have a worker who cooks for me.
I'm an easy eater, especially noodles, meat, eggs, milk.  I eat all kinds of protein and a lot of it.  I read, watch movies and go out with friends.
ทราบว่ามีชีวิตด้านที่เอกซ์ตรีมด้วยหรือคะ

 ชีวิตผมไม่ค่อยโลดโผน เรียบง่าย เหมือนคนแข็งแรงไม่ค่อยเป็นอะไร แต่พอป่วยก็หนักเลย เหมือนที่ผมชอบเล่นอะไรผาดโผน ไม่ค่อยกลัวอะไร ครั้งหนึ่งไปเมืองนอกแล้วเครื่องบินทำท่าจะตก คนอื่นสวดมนต์กันใหญ่ แต่ผมนั่งขำกิริยาของแต่ละคนที่แสดงออกมา


ถ้าสมมุติแพรวไปสวนสนุกกับผม ก็จะถูกผมลากขึ้นไปเล่นเครื่องเล่นที่เสียวที่สุดด้วยกัน ยิ่งถ้าได้เล่นกับเพื่อนยิ่งสนุกเพราะเหมือนได้แชร์ความรู้สึกกัน


ล่าสุดไปกระโดดร่มที่อยากโดดมานานแล้ว แต่หาเพื่อนโดดด้วยไม่ได้ สุดท้ายต้องไปคนเดียว ซึ่งแปลกตรงที่เวลาชวนเพื่อนไปทำกิจกรรมแบบนี้ ส่วนมากผู้หญิงจะไปมากกว่าผู้ชาย


Q: I heard you have an extreme side?
  
A: My life is pretty simple, healthy but if I'm sick it's usually fatal.

I am not afraid of anything.  One time I was on the plane that looks like it was going to crash.  Everybody was so scared, but I was laughing at each and everyone's reaction.
If you are going to go to a theme park with me, you would be draggged to the scariest ride with me.  I feel more fun with friends being up there with me.
Lately, I went to parachute, but nobody wanted to go with me.  Eventually I had to go by myself.  Strangely, women will likely go with you to do this kind of activities than men.

แล้วเรื่องดูแลตัวเองล่ะคะ มีอะไรพิเศษไหม

สมัยวัยรุ่นที่เห็นใส่หมวก ใส่แว่น ไม่ได้คิดจะพรางตัว แต่ออกจากบ้านไม่ได้หวีผมแล้ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร สุดท้ายใส่เจล แล้วเหงื่อเยอะ สิวก็ขึ้น จึงตัดสินใจใส่หมวกตลอดเวลา ทุกวันนี้เลิกใส่หมวกแล้ว เวลาไปตัดผมบอกช่างว่า ขอแบบที่กลับบ้านแล้วไม่ต้องทำอะไรมากนะครับ


ครีมกันแดดไม่เคยทา แต่ใช้เดย์ครีม ไนท์ครีมบ้าง ตามที่เพื่อนๆพี่ๆนักแสดงและพี่ช่างแต่งหน้าแนะนำให้ลองซื้อครีมตัวนั้นตัวนี้ หน้าจะได้ไม่โทรม แต่ก็ใช้เป็นพักๆพอหมดก็เลิก กับจำเป็นต้องไปหาหมอสิวบ้าง เพราะเป็นดาราต้องขายหน้าตา


ส่วนการออกกำลังกาย ผมทำมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนที่เล่นกีฬาเยอะ พอเลิกเรียนจึงมีช่วงหนึ่งที่ต้องปรับตัว เพราะจากที่เคยออกกำลังกายทุกวัน พอไม่ได้เล่นก็อ้วน ทีแรกผมว่าการปั่นจักรยานและการวิ่งในลู่เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก เพราะต้องทำคนเดียว ไม่ค่อยมีคนมาวิ่งกับเรา ส่วนใหญ่เขาจะเตะฟุตบอล ตีปิงปอง แต่พอทำนานๆเข้าก็ตด หยุดไม่ได้ ต้องวิ่งเช้า เย็นแล้วจะรู้สึกดี


Q: How do you take care of yourself?  Anything special? 

A: When I was young, I wore hat, sunglasses.  I didn't intend to disguise.  I didn't know what to do because I didn't comb my hair.  Later, I put gel on my hair, but I kept sweating like a pig, and I ended up having pimples.  I ended up going back to wear hat like before.
Nowadays, I don't wear hat anymore.  When I go to barber shop, I just told him to do whatever style he wants, just make it easy for me so I don't have to do anything at home.
I don't usually use sunscreen.  I sometimes use day cream and night cream according to some recommendations, but when they depleted, I never replenished it.
I do need to visit dermatologists sometimes because of my work.
Regarding exercise, I played soccer and other sports.  Initially I thought stationary biking and track run in the gym are boring because you have to do on your own.  But I ended up liking it so much and unable to stop.  I have to run in the mornings and evenings  to feel refreshed.

แล้วออกไปช็อปเลือกเสื้อผ้าเองไหมคะ


สมัยก่อนไม่ค่อยเลือกเอง เวลาเล่นละครหรือออกรายการมักมีสไตลิสท์ดูแลเสื้อผ้าให้ บางทีเห็นแล้วชอบก็ซื้อเลย หรือบางทีก็
ฝากเขาซื้อ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อเอง สไตล์ผมคือ ไม่ถนัดของแพงอย่างเสื้อเชิ้ตตัวละ 20,000 - 30,0000
คงซื้อไม่ไหว ผมแต่งตัวสบายๆจนอาจจะเกินเหตุ พยายามแต่งให้พอดูได้ รู้ว่าอะไรควรใส่กับอะไร แหล่งช็อปปิ้งของผม
มีตั้งแต่คลองถม จตุจักร ยันห้างเกษร ไปใช้จ่ายเงินบ้าง เดี๋ยวปลวกกินหมด (หัวเราะ)


Q: Do you shop for clothes yourself?
  
A: Not in the past, but now I do.  My style is cheap.  Like 20000-30000 shirt is not me.  I am way too easy I think.  I have been trying to dress acceptably.  My shopping places are Klong Tom, Ja Tu Jak, .. Kasorn Plaza.  I need to spend some, otherwise, my money will be eaten by moth. (laughing)

ได้ยินแต่ว่าแอนดริวรวย แต่ไม่เห็นออกมาใช้เงิน


อิ่มทิพย์(หัวเราะ) เรื่องจริงคือ วันนี้ถ้าไม่มีเงินเลยก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ห่วงแค่หมา แมว ปลา ที่ต้องคอยซื้อข้าวให้กินเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในชีวิต บางทีอยากมี แต่บางทีก็ไม่สนใจเลย


ผมเคยรับงานเพราะอยากมีเงินเยอะๆ เพื่อที่ว่าอยากได้อะไรก็ซื้อเลย ไม่ต้องคิด ตอนเป็นเด็กอยากได้วิทยุ อยากได้เครื่องเสียงก็ซื้อ เรียกว่า ถ้าให้ผมถือเงินมีเท่าไหร่ก็หมด หน้าใหญ่สุดๆ ทำงานไปสักพักเริ่มรู้สึกเองว่า ไม่เห็นอยากจะได้อะไรนักหนาเลย ที่อยากได้ก็ซื้อจนไม่อยากได้แล้ว บางทียืมรถหรูๆ ของพี่มาขับ เพราะตัวเองอยากมีบ้าง แรกๆรู้สึกเท่ แต่ไปสักระยะเริ่มงั้นๆ


แน่นอนว่า เงินให้ความมั่นคงในชีวิตได้หากเราต้องดูแลใคร แต่ตัวคนเดียวอย่างผม เวลาไปถ่ายละครก็กินข้าวกองถ่ายสมัยก่อนนั่งมอเตอร์ไซค์มาทำงานแล้วไม่มีเงิน ยังมาขอเอาดาบหน้า ตอนนี้การใช้เงินของผมจะเป็นลักษณะว่า ถ้าไม่ได้เป็นอะไรที่ฟุ่มเฟือยเกินไปก็ซื้อได้ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ไป แต่ไม่ใช่ว่าต้องทำตามๆคนอื่น

ผมรู้สึกว่าที่ผ่านมาหลายคนทำทุกอย่างตามกระแสของสังคมรอบข้าง ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะการอยู่ร่วมกันก็ไม่ควรที่จะฝืนแต่เดี๋ยวนี้ถึงขนาดว่า บางคนเรียนหนังสือจบมาตั้งเป้าไว้เลยว่าต้องรวย เด็กเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่ในสังคมว่าการโกงเงินเป็นเรื่องฉลาด ไม่ทำก็โง่ หรือใครไปฝืนก็งี่เง่า ไม่ได้จะว่าใคร แต่บางครั้ง ถ้าย้ายมุมมองบ้าง คิดว่าอีกไม่นานเราก็ตาย จะโกยไปเพื่ออะไรนักหนา ชีวิตอาจไม่ทุรนทุรายนัก ต้องดึงตัวเองออกมาบ้างว่า เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดไม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเงินก็ได้ เครียดไปไหมนี่

Q: I heard you are very rich, and never spend?

A: I never eat either (laughing).  The true story is that I don't care about money.  I'm only worried about my dogs, cats and fish.  I do need money to buy food for them.  Money is not the most important thing in my life.  I sometimes want to have a lot, but sometimes I don't.
I used to take on more jobs because I wanted to buy a lot of things.  But when I got it, I found that there are not that many things I wanted to buy.  Once I got the things, I no longer felt excited.   Sometimes, I borrowed my brother's car because I felt like I wanted to drive a luxury car.  But later I felt bored.
Money is certainly a factor to establish a family, but I don't have a family.  I eat at the set of lakorns.  I now spend on stuff I don't think it's too luxury to have.  I'd like to be able to eat whatever I like and go places I want to go.
Some people do what other people told them to do, which is not wrong because we should not try to go against the majority.  However, some kids just graduated and aimed to be rich.  In order to get there, sometimes cheating is a normal way and they would do it and in fact are proud to do it because if you don't do it (cheat), you are stupid.  That attitude does need to change.  Am I too serious?

ของแพงที่สุดที่เคยซื้อคืออะไร

ไม่อยากพูด บอกว่าไม่สนใจเงิน แต่จริงๆมีปอร์เช่ 5 คัน (หัวเราะสนุก) ล้อเล่นครับ สมัยวัยรุ่น อยากได้รถ
คิดจะรับงานแล้วผ่อนเอง แต่ด้วยความที่เป็นเด็กต้องให้ผู้ใหญ่ดูแล สุดท้ายแม่เลยซื้อรถมือสองให้ พังก็ไม่เสียดาย
ตอนวัยรุ่นผมเคยคิดเคยทำอะไรแบบไร้สาระ เช่น ชอบของแพง พอโตเริ่มคิดได้ว่าระดับผมต้องขับเบนซ์
อยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่รุ่นเก๋ากึ้กเลยนะ ให้ขับรถแพงๆ ก็ไม่รู้จะขับเพื่ออะไร ไม่เห็นความจำเป็นขนาดนั้น ผมแอนตี้การมองกันแค่เปลือกนอก  ถ้าแต่งตัวอย่างนี้แล้ว คุณคิดว่าผมไม่มีเงินหรือเป็นคนไม่ดีเหรอ ของภายนอกไม่ใช่เครื่องตัดสินทุกอย่าง

ถ้าจะสนองความต้องการของตัวเองให้ได้ทุกอย่างผมว่าไม่ถูกต้อง เหมือนกับว่าถ้าเรามีความทุกข์บ่อย จะเห็นค่าของความสุขเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้ามีความสุขตลอดเวลา เรามักไม่เห็นค่าความสุขเล็กๆน้อยๆ รอแต่ความสุขใหญ่ๆ บิ๊กๆ
อย่างเดียว

Q: What is the most expensive thing you ever bought?

A: I don't want to tell you.  Money is not my focus, but I have 5 Porche's at home (laughing..).  I'm just joking.
When I was a teenager, I would like to have a car but since I was so young, my mom had to be the decision maker.  She bought me a second-hand car.   I used to think.  A person like me ought to have a Mercedes Benz.  (laughing).  Mine is an old model.  I don't know why I need to drive an expensive car.   I'm against looking at people materialistically.  If I dress like this, you think I don't have any money or not a good person. What you see is not always what it is.

We should not need to fulfill every single little desire we have.  It's like you have to be sad sometimes to realize that happiness is already in your hand.

พอใจกับชีวิตแค่ไหนคะ

ถ้าพูดถึงหลักในการดำเนินชีวิต สำหรับผม คงเป็นเรื่องที่ไม่เอาเปรียบใคร  ทำได้แค่นี้ก็พอใจแล้ว ผมไม่ค่อยตั้งความหวังกับอะไร ไม่กลัวตายเท่าไหร่ คงเพราะว่าอยู่คนเดียว จึงไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมมากมายเหมือนคนอื่น

เวลามีใครขอคำแนะนำ ถ้าเรื่องความรักคงไม่กล้าให้ เพราะตัวเองยังไม่รอด บอกได้แค่ว่าใครอกหักก็ทำงานไป ไม่ได้บอกว่าทำงานแล้วหาย แต่ทำให้หยุดหมกมุ่นชั่วครั้งชั่วคราว คนที่อกหัก หนียังไงก็ไม่พ้น ต้องเผชิญกับมัน ต่อให้ไปเมาหรือใช้เวลาอยู่กับเพื่อน พอกลับบ้านนอน ก็ต้องอยู่กับตัวเอง เพราะฉะนั้นยิ่งเผชิญกับปัญหาได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งจบลงได้เร็วขึ้น

ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น เครียด ก็ต้องดูว่าเครียดเพราะอะไร หรือจริงๆแล้วเราทำอะไรเกินตัวหรือเปล่า ปัญหาของหลายคนคือ อยากได้ อยากมีเหมือนคนอื่นๆ จริงแล้วคนเราเกิดมาตัวเปล่า มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราไม่มีอย่างเขาจะตายไหมสุดท้ายแล้วเรายึดติดกับอะไรไม่ได้เลย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ มีภาระที่ต้องดูแลคนอื่นคงต้องสู้ไปก่อน สำหรับในภาวะแบบนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าตั้งใจทำงาน

และถ้าปล่อยวางเรื่องความอยากเสียบ้าง ชีวิตจะสุขขึ้น อีกเยอะ

Q: Are you happy with your life?

A: Conceptually I am happy that I'm not taking advantage of people.  I don't expect a whole lot.  I'm not afraid of death maybe because I'm by myself.
If someone were to ask for my advice, I wouldn't be able to give love advice to people since I'm unlucky in love.  I could only tell him/her to keep working which will stop (temporarily) him/her from submerging in the sad thoughts.  Eventually the disappointment needs to be dealt with though.  Facing the problem is the solution.
Other things, if you are depressed or stressed out you need to find out why.  Is it something out of reach and you want to get it? Normal people's problem is that you want something and cannot get it.
You have to think that you were born with nothing and will not be able to take anything with you after you die.  If it's stemmed from economic, then you need to keep working.

And, you need to control the desire to have things unnecessary to your life.