แอนดริว งานโฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

แอนดริวมอบเสื้อยีนส์ให้ประมูลหารายได้ช่วยเหลือช้าง งานนิทรรศการภาพถ่าย "คิดถึงปอ"

แอนดริว โฆษณากาแฟ FRENCH CAFE

Monday, 2 May 2016

ค้นมุมมองการใช้ชีวิตวิธีคิดในแบบฉบับ‘แอนดริว เกร้กสัน’ (บันเทิงวันเสาร์ - คมชัดลึก)

ค้นมุมมองการใช้ชีวิตวิธีคิดในแบบฉบับ“แอนดริว เกร้กสัน” : 

บันเทิงวันเสาร์ (คมชัดลึก)  วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2558

เรื่อง... เบญจภรณ์ อำไพรัตนพล


ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกฝีมือฉกาจที่หาตัวจับยาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ชีวิตส่วนตัวของ แอนดริว เกร้กสัน กลับชอบความสงบเงียบ เรียบง่าย หลายครั้งสภาพแวดล้อมผลักดันให้เขาขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด แต่เขากลับเลือกที่จะดึงตัวเองออกมาจากจุดนั้น เพื่อรักษาตัวตนเอาไว้ วันนี้ “บันเทิง คมชัดลึก” จะพามาค้นหาทัศนคติบางอย่างในการใช้ชีวิตอย่าง “ลึกซึ้ง” จากผู้ชายคนนี้ แบบเอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ
 
 
@ช่วงชีวิตที่เงียบหายไป
000 แอนดริว หายหน้าไป 4 ปี
          ถ้าไม่เห็นจากการเล่นละคร ก็ประมาณนั้น 3 ปี แต่ก่อนที่จะรับละครของพี่แดง (ธัญญา โสภณ) เรื่อง เลือดมังกร ตอน แรด ที่ติดต่อมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว (ปี2557) แต่เริ่มถ่ายของ อนันดา (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) ก่อน แต่ปีก่อนหน้าที่ผมจะรับละคร ผมทำรายการตอนเช้าวันอาทิตย์ เป็นรายการเด็ก ชื่อ “เด็กหลงผู้ใหญ่ลืม” ถ้าจะบอกว่า ผมหายหน้าไปเลย ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ถ้าคนที่เขาไม่ได้ตื่นเช้ามาดูรายการวันอาทิตย์ เขาจะรู้สึกว่า ไม่ได้เห็นหน้าผมเลย
 
 
000 ช่วงที่หายไปคือทำรายการอยู่
          ใช่ ทำอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ว่าบ้านเมืองเรา ตอนนั้นมีการประท้วงพอดี และทางช่อง3 มีการปรับผังรายการด้วย ทางเจ้านายอย่างคุณอัมพร (อัมพร มาลีนนท์) บอกว่า ลำบากนะ ให้พักไปก่อนดีกว่า เพราะช่วงนั้นแม้แต่สถานียังลำบาก ผมเลยได้กลับมารับละครของพี่แดง แต่ละครพี่แดง ยังไม่ได้เริ่มถ่าย ทำให้ผมรับละครเรื่อง “พลับพลึงสีชมพู” ของพี่ดาว (พอฤทัย ณรงค์เดช) มาด้วย ถือว่ารับเป็นเรื่องที่สอง แต่เริ่มถ่ายเรื่องแรก ถ่ายไปสักพัก มีพี่ที่สนิทกันบอกว่าให้ช่วยหน่อย เพราะเกิดสถานการณ์ติดขัดบางอย่าง ผมเลยรับเรื่อง “วิมานเมขลา” ก็เริ่มถ่ายไป ตอนนั้นเหมือนผมต้องทำงานถ่ายละครทีเดียว 3 เรื่อง ซึ่งเวลามีเท่าเดิม คือทำงาน 6 วัน พอถ่ายละครของพี่แดงเสร็จ พี่ยุ้ย (อรอุมา มาลีนนท์) ลูกนายประวิทย์ โทรมาว่า มีละครเรื่อง “สายลับรักป่วน” ช่วยดูให้หน่อย ผมก็รับไปอีก 1 เรื่อง ทั้งหมดนี้คือลำดับเวลาที่ผมทำงาน ส่วนละครกับโพลีพลัสที่รับปากไว้ เล่นกับ เจนี่ (เจนี่ เทียนโพะิ์สุวรรณ์) ผมให้ทางเจนี่เรื่องบท และรายละเอียดให้
 
 
000 คนเซอร์ไพรส์ว่า แอนดริว กลับมา และรับละครต่อเนื่องมาก
           ความจริงผมรับทีละเรื่องนะ แต่เหมือนละครถ่ายต่อกันมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนเวลาผมจะรับงาน ต้องดูบท ดูนั่น ดูนี่ เพราะผมไม่เก่ง แต่ครั้งนี้พอรู้ว่าเป็นละครของ พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พี่แดง พอเขาโทรมาบอก ผมรับเลย ไม่ได้ดูอะไรมาก ของคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน สมัยก่อนผมทำงานทีละเรื่อง ผมก็เครียดอยู่แล้ว เมื่อก่อนถ่ายละคร 3 วัน แต่ 4 วันที่เหลือ ผมยังต้องอยู่กับมัน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน เหลือถ่ายอีก 2 เรื่อง คือ สายลับรักป่วน กับ วิมานเมขลา เครียดเหมือนกันนะ ผมต้องหามุมผ่อนคลายให้เจอ เพราะเวลาทำงานเยอะๆ อารมณ์จะเปราะบางมาก
 
 
000 ตอนนี้กระแสตอบรับเรื่อง “แรด” คนกรี๊ด “เฮียคิ้ม” เยอะมาก
           ผมเพิ่งรู้ เพราะมีคนติดต่อขอสัมภาษณ์มาเยอะมาก แต่ส่วนตัวผมไม่ได้ดูละครตัวเองเลย เพราะตั้งแต่สมัยก่อน ผมก็ไม่ดูละครที่ตัวเองเล่น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เวลาทำงานผมพยายามทำเต็มที่มากที่สุด ผมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือนักแสดงนำ ผมมีหน้าที่ดูแลตัวละคร ถ้าผมไม่โกหกตัวเองจะรู้ว่าเวลาทำงาน เราจริงจัง และจริงใจกับมันแค่ไหน เราจะรู้ว่าเราทำเต็มที่มากที่สุดของเราแล้ว แต่ถ้าเราทำแบบส่งๆ ผลสุดท้ายเราก็รู้ตัว แต่อีกส่วนคือเรื่องที่ทำแล้วคนดูชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งเป็นคนละส่วน ถ้าคนดูชอบเราก็ดีใจ (ยิ้ม) แต่ถ้าเขาเฉยๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้
 
 
000 ทำงานกับนางเอกแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง
           ตั้งแต่ถ่ายละครมา นางเอก น่ารัก ทุกคนเลย ทั้ง ไอซ์ (อามีนา กูล) เบลล่า (ราณี แคมเปน) แต้ว (ณฐพร เตมีรักษ์) พลอย (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) กับพลอยนี่เคยร่วมงานกันมานานมากแล้ว เล่นหนังด้วยกันเรื่อง Goodbye summer นางเอกแต่ละคนของผมสวยทุกคน ผมโชคดีจังเลย (ยิ้ม)
 
 
000 เบลล่า เคยบอกว่าก่อนร่วมงานกับ แอนดริว เกร็งมาก แต่พอได้มาทำงานจริงๆ น่ารัก
           โห!! แอบชมเราด้วย เมื่อก่อนผมคงมีชื่อเสียงในด้านโหดร้าย (หัวเราะ) ซึ่งจริงๆ ผมก็เป็น ถามว่าทุกวันนี้ ผมยังเหมือนเมื่อก่อนมั้ยในเรื่องการทำงาน (นิ่งคิดนาน) ข้างในผมเหมือนเดิมนะ แต่ภายนอกอาจแตกต่างออกไป เขาอาจจะดูว่า ภายนอกเราเล่นมากขึ้น มันอยู่ที่ตัวละครด้วย อะไรที่ส่งผลกับตัวละคร เราไปทำหน้างานได้ เหมือนเป็นการบริหารตัวละครอีกแบบหนึ่ง เพื่อทำให้ตัวละครแข็งแรงขึ้น
 
 
@ทำงานไม่อิงกระแส
000 กระแสในโลกโซเชียล แอนดริว เหมือนเป็นพระเอกของทุกคน
           ผมพยายามปิดกั้นข้อมูลตรงนั้น ผมเล่นโซเชียล เล่นไอจีนะ แต่เหมือนผมจะไม่กล้าเข้าไปรับรู้ว่า เขารู้สึกยังไง ผมคงกลัวมั้ง ไม่กล้าอ่านคอมเม้นต์ บางทีมันประคับประคองลำบาก เพราะสิ่งเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความรู้สึกในการทำงาน ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ถ้าคนชอบมากๆ คำชมเยอะ บางทีผมคิดว่าคำชมก็น่ากลัวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่า ไม่รับเลย คำติผมก็รับ คำชมผมก็รับ แต่บางทีผมเป็นคนอ่อนไหว ถ้าชมมาเยอะมากๆ ผมจะยิ้มหน้าบานเกินไป
 
 
000 การกลับมาทำงานของ แอนดริว มีอะไรเปลี่ยนไปไหม
           วิธีทำงานของผมเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนผมต้องอ่านบท คิดเยอะมากในการตีความ ใช้เวลาอ่านหนึ่งเรื่องนานมาก เพราะหนึ่งวันของผม มีข้อมูลที่ใส่เข้าไปในหัวได้ไม่เยอะ เมมโมรี่ไม่สูง แลมก็น้อย (หัวเราะเสียงดัง) ถ้าใส่อะไรไปเยอะๆ เครื่องจะแฮงคก์และค้างได้ มาถึงทุกวันนี้ี้ เวลาในการรับข้อมูลสั้นและน้อยมาก กดดันนะ เหนื่อย เครียดด้วย เพราะเราทำงานติดกันทุกวัน เดี๋ยวคนจะหาว่าผมบ่น ไม่ได้บ่นนะ (ยิ้ม) ผมเชื่อว่า ทุกงานถ้าเราทำทุกวัน จะมีความล้าสะสม ผมต้องพยายามแยกหลายสิ่ง หลายอย่างออกไป และโฟกัสโจทย์ในแต่ละงาน
 
 
000 วิธีคิดในการใช้ชีวิตส่วนตัวเปลี่ยนไปไหม
           ผมพยายามจะเป็นคนเดิมให้มากที่สุด แต่โดยอาชีพ บางทีพอมีคนมาโฟกัสกับเรามากๆ ทำให้เกิดความกดดันขึ้นมาได้บ้าง อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง มันอยู่ที่วิธีคิด ซึ่งต้องไม่ใช่การหลอกตัวเอง ไม่ใช่ว่า เราต้องสร้างภาพให้ดูดีตลอดเวลา หรือกังวลว่าภาพในสายตาคนอื่นที่มองเราจะเป็นยังไง บางทีเราอาจจะรู้สึกว่า เรากำลังทำให้เขาผิดหวังหรือเปล่า แต่ความจริงก็คือความจริง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า เราพยายามทำให้ทุกคนพอใจ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ใช่แค่คนเดียวที่เห็นงานผม มีคนมากมายที่ดูงานผม แต่ละคนมีภาพของผมไม่เหมือนกัน บางครั้งผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายความรู้สึกใคร แต่ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนแฮปปี้ได้ สุดท้ายเราควรจะดำเนินชีวิตในทางที่ดีและสะอาด แต่ขณะเดียวกัน เราต้องไม่เสียความเป็นตัวเองด้วย
 
 
@เรียนรู้ชีวิต
000 แอนดริว ผ่านงานเบื้องหลังมาเยอะ ทั้งจัดละครและจัดรายการ แต่ละอย่างได้ประสบการณ์ต่างกันอย่างไร
           ได้เยอะเลย งานแต่ละอย่างเกี่ยวพันกันมาก ในมุมมองของลูกน้องที่มีหัวหน้า เราไม่มีทางเข้าใจมุมมองของหัวหน้าหรือเจ้านาย เราจะมีวิธีคิดแบบของเราว่าทำไมต้องงก ทำไมเห็นแก่ตัว แต่พอเราได้มาทำ เราจะรู้และเข้าใจว่ามีหลายอย่างต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง มีมุมมองที่เป็นประโยชน์แก่การทำงานเพิ่มมากขึ้น มีความเข้าใจคนมากขึ้น
 
 
000 การเป็นผู้จัดละครใช้พลังเยอะ
 ผมว่าเหนื่อยนะ การทำงานกับคนหลายๆ ฝ่าย มีความเครียด หลายอย่างบีบคั้นในการทำงาน เมื่อก่อนผมเป็นคนพูดน้อยมาก ตอนนี้ต้องเริ่มพูดและสื่อสารเยอะขึ้น เราต้องทำให้คนอื่นเข้าใจความต้องการ ยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งง่าย ถามว่าถ้ามีโอกาสอยากทำอยู่มั้ย อยากทำนะ เพื่อนๆ ของผมก็ยังทำกันอยู่ ยังมีเรื่องที่อยู่ในหัว มีพล็อตเก็บไว้ แต่เอาไว้ก่อน
 
 
000 การเป็น แอนดริว ทุกวันนี้ยากไหม ผ่านมาทุกช่วงชีวิตในวงการแล้ว
           ผมผ่านมาทุกช่วงแล้วเหรอ จะบอกว่าผมผ่านมาครึ่งชีวิตก็คงไม่ได้ เพราะผมอาจจะมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีก็ได้ ฉะนั้นยังไม่ถึงครึ่งเลย ทุกวันนี้เรามีค่านิยมในการมองชีวิตคน ด้วยระบบการทำงานกินเงินเดือน บอกเราว่า ต้องรีไทร์ตัวเองตอนอายุ 60 เราเลยมองชีวิตแค่นี้ แต่จริงๆ ผมคิดว่าชีวิตมีมากกว่านั้น เรากำลังมองตามที่ทุกคนมอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผมจะต้องสวนทางกับทุกคน แต่ผมมองว่า ชีวิตของแต่ละคนมีรายละเอียดแตกต่างกัน ถ้าจะเอาวิธีคิดของคนทั้งหมด แล้วเอาตัวเองโยนไปอยู่ในนั้น หมายความว่าเรากำลังเอาเวลาไปโยนทิ้งกับวิธีคิดของคนอื่น
 
             วิธีคิดของบ้านเราดูกันที่ความสำเร็จภายนอก เงินเดือน หรือทรัพย์สินเป็นส่วนมาก ทำให้เป็นตัวกำหนดวิธีคิดสำหรับคนในสังคมเมืองระดับหนึ่งเลย ที่ทำให้เราไขว้เขว ทุกวันนี้เราอยู่ในอิทธิพลของสื่อมาก บางทีเราต้องหยุดและถอย หรือรับรู้ให้น้อยลงบ้าง ผมชอบพูดคำนี้กับคนว่า ชีวิตเริ่มต้นตอน 40 ทุกวันนี้ชีวิตยังไม่ได้เริ่มเลย และมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่า 40 ก็ยังไม่นิ่งหรอก บางคน 50 ยังเหมือนเด็กอายุ 20 อยู่เลย ยังต้องล้มและลุก ถ้าเราตั้งหลักและมีมุมมองในชีวิตได้เร็ว ชีวิตก็เริ่มต้นตอนนั้น
 
 
000 ทุกวันนี้ชีวิตของ แอนดริว เริ่มต้นหรือยัง
           กำลังเริ่ม (นิ่งคิด) ผมต่อต้านตัวเองอยู่ภายในมานานมาก กว่าผมจะยอมรับตัวเองได้ (หัวเราะ) ผมต่อต้านในสิ่งที่เป็น ผมปฏิเสธตัวเองมาเยอะ และผมคิดว่าคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน สมัยก่อนเวลาที่ผมทำงานอะไรก็แล้วแต่ ผมรีบยึดมันไว้ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ผมมุ่งไปข้างหน้าและคิดว่าผมต้องทำให้ได้เท่านี้ มันถึงจะถูกต้อง แต่ผมพลาดการดำเนินชีวิต เช่น มีคนอื่นเป็นส่วนหนึ่งในงานของผม แต่ผมจะไม่โฟกัสคนคนนั้น ผมจะสนใจงานของผมอย่างเดียว ผมอาจจะพลาดเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตไป 1 คน ผมอาจจะพลาดความทรงจำดีๆ ไป ความจริงคือเราต้องโฟกัสกับงาน แต่ในขณะเดียวกัน ต้องมองดูชีวิตรอบข้างเราด้วย
 
 
000 มาถึงวันนี้มองสิ่งรอบตัวมากขึ้น
           ใช่ ถ้าเราทำงานแล้วเราไม่รักใครเลย วันหนึ่งเกิดเรากำลังจะตาย เราจะมานั่งรู้สึกผิดกับสิ่งที่พลาดไป ถ้าคนอื่นจะบอกว่า ไม่รู้สึกผิดก็ตามใจ แต่คนที่รักเราก็มี คุณเคยสนใจเขาบ้างมั้ย หรือแค่เขารักเราอย่างเดียวพอ สิ่งสำคัญมากกว่า การคิดว่าเราจะใช้ชีวิตคุ้มมั้ย คือเราได้รู้ว่าใครรักเรา และเราได้รักพวกเขาด้วย สำหรับผมมันสำคัญมากกว่าใบปริญญา หรือการคิดว่าก่อนตาย ผมจะต้องดูอาณาจักรที่ผมสร้างขึ้นมา มีชีวิตอยู่เพื่อสร้างวัตถุ ซึ่งผมคิดว่ามันไร้สาระ เพราะตายไป ผมก็เอาอะไรไปไม่ได้ ทุกวันนี้ ผมคิดว่าคนที่มีเกราะป้องกันตัวเองสูง เพราะมีความเจ็บช้ำในครอบครัวเยอะ และกลัวที่จะเจ็บเอง พอคนจะดีกับเรา หรือเราเริ่มจะรู้สึกดีกับใครเราก็กลัวเจ็บ ตั้งเกราะ ตั้งแง่ขึ้นมา
 
 
000 แอนดริว ก็เป็นคนหนึ่งที่มีเกราะเยอะเหมือนกัน
          คือด้วยงาน และคนทำงานแบบนี้ต้องดูแลจิตใจตัวเองเยอะกว่าคนธรรมดานะ การดูแลจิตใจตัวเองสำคัญมาก พื้นฐานที่ดีที่สุดคือครอบครัว แต่บรรทัดฐานครอบครัวสมัยนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน ครอบครัวไม่จำเป็นต้องอยู่พร้อมหน้ากันก็ได้ แต่เราต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีชีวิตทัดเทียมกับสิ่งที่เราตั้งเป้าเอาไว้
 
 
@ครอบครัวในอนาคต
000 แอนดริว อยากมีครอบครัวไหม
           ผมอยากมีนะ แต่ความจริงครอบครัวไม่จำเป็นต้องมี พ่อ แม่ ลูก ก็ได้ เรามีเพื่อน พี่น้อง เมื่อเราตัดสินใจว่า นี่คือครอบครัวของเรา มันก็เป็นครอบครัว สมมุติว่าอยู่ในที่ทำงาน แล้วเรารู้สึกว่านี่คือครอบครัว เมื่อเพื่อนร่วมงานเดือดร้อน เราจะเป็นห่วงเขา ถ้าเขาล้ม เราจะประคองให้เขาลุก แต่ถ้าเราเข้าไปทำงาน แล้วเราคิดว่า เรื่องของแก (ยิ้ม) หรือเพื่อนคนหนึ่งกำลังเดือดร้อน แต่เราไปคุยกับเพื่อนอีกคนแล้วบอกว่า เป็นห่วงมันว่ะ สงสารมันนะ แต่เราไม่ได้ทำอะไรกับเพื่อนที่เดือดร้อนเลย จนมันถูกไล่ออกจากงาน อันนี้ไม่ใช่ครอบครัว
 
 
000 เรื่องสเปกหรือกรอบภายนอกของผู้หญิงที่จะเข้ามาในชีวิต ยังมีอยู่ไหม
           ขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ผมพูดเล่นนะ (หัวเราะ) กรอบภายนอกผมไม่ได้กำหนดไว้ แต่ผมคิดว่า คงมีอะไรที่ดึงดูดปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่ใช่อะไรแค่ด้านเดียว ควรจะเริ่มต้นจากคนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปหมดทุกอย่าง เพราะถ้าเหมือนกันทุกอย่าง บางทีพากันลงเหว เราต้องมีอะไรที่ต่างกันบ้าง พูดกันตรงๆ แต่ไม่ได้พูดด้วยความเกลียดชัง หรือเพื่อทิ่มแทงกัน ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นเพื่อนกันจริงๆ เราจะกล้าวิ่งไปขวางหน้าเพื่อนที่กำลังจะวิ่งลงเหว แต่มันอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังจะลงเหว และคงไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางหรอก เพราะรู้ว่าถ้าขวางจะต้องทะเลาะและผิดใจกัน แต่ถ้าเราคิดว่านี่คือเพื่อน เราจะยอมทะเลาะ  จะเกลียดก็ไม่ว่า แต่กูปล่อยมึงไปไม่ได้ ผมว่าแบบนี้รักกันมากกว่า และสำคัญเหมือนกัน ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงเรื่องคู่อย่างเดียวนะ
 
           นี่แหละความลึกซึ้งและชีวิตตามแบบฉบับ “แอนดริว”